อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2563

ข้อเสนอของม็อบ แล้วจะเดินหน้าอย่างไรต่อ

เราเห็นทั้งกลุ่มที่เรียกร้องต่อต้านรัฐประหาร,กลุ่มที่ไม่เอา คสช.,กลุ่มเรียกร้องให้มีกฎหมายคุ้มครองป้องกันการบังคับสูญหาย,กลุ่มหลากหลายทางเพศ,กลุ่มเรียกร้องการ “ปฏิรูป” ฯลฯ จัดกิจกรรมอยู่เป็นโซนๆ และที่น่าสนใจคือส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ เป็นนักศึกษาที่คิดว่า การต่อสู้ครั้งนี้เป็นไปเพื่อ “อนาคตที่ดีกว่า” พฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 2563 เวลา 08.00 น.


วันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมา อาจเรียกว่าเป็นการ “วัดฝีมือ” ครั้งแรกของการชุมนุมประชาชนปลดแอก ที่รวมกำลังได้ใหญ่ที่สุด เพราะยุทธศาสตร์ของด้านสถานที่คือการจัดงานบริเวณท้องสนามหลวง ซึ่งใครไปใครมาเดินทางมาร่วมสะดวก และเป็นการจัดการชุมนุมที่ค่อนข้างมีสีสัน เพราะไม่ได้มีแกนนำที่ชัดเจนเพียงคนเดียว แต่หลายกลุ่มมารวมตัวกันและจัดกิจกรรมแยกไปตามความชอบและความถนัดของกลุ่มตัวเอง

เราเห็นทั้งกลุ่มที่เรียกร้องต่อต้านรัฐประหาร,กลุ่มที่ไม่เอา คสช.,กลุ่มเรียกร้องให้มีกฎหมายคุ้มครองป้องกันการบังคับสูญหาย,กลุ่มหลากหลายทางเพศ,กลุ่มเรียกร้องการ “ปฏิรูป” ฯลฯ จัดกิจกรรมอยู่เป็นโซนๆ และที่น่าสนใจคือส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ เป็นนักศึกษาที่คิดว่า การต่อสู้ครั้งนี้เป็นไปเพื่อ “อนาคตที่ดีกว่า” ของพวกเขาที่ไม่ต้องทนกับการบริหารงานแบบคร่ำครึเดิมๆ ไม่ต้องทนกับการคงอยู่ของการสืบทอดอำนาจ

เป้าหมายหลักของการชุมนุมที่ประกาศไปแล้วคือ 1. ขอให้รัฐบาลยกเลิกการคุกคามประชาชนด้วยรูปแบบต่างๆ 2.ขอให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 3. ขอให้มีการยุบสภา ซึ่งข้อแรกนั้น เราก็คงได้เห็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ตอบไปแล้วว่า “ถ้ามีการทำผิดกฎหมายจะให้ทำอย่างไร”  ฝ่ายที่ไม่ชอบนายกฯ เขาก็บอกว่าก็ให้ไปดูม็อบ กปปส.สิ ก็เห็นขนาดมีคดียังมีแกนนำบางคนได้ดิบได้ดีเป็นรัฐมนตรี



เมื่อเลือกจะเปิดหน้าเป็นผู้นำการชุมนุมแล้ว ใครที่มีภาพปรากฏชัดว่าเป็น “แกนนำ” ก็คงต้องเตรียมใจยอมรับความรับผิดชอบไว้แล้ว เพียงแต่เขาต้องการ “ยุติธรรมที่ไม่ใช่สองมาตรฐาน” คือการดำเนินการกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งล่ะช้านัก แต่อีกกลุ่มแป๊บๆ ติดตะรางได้.. อย่างไรก็ตาม ตอนนี้คิดว่า ฝ่ายการข่าวเองก็คงกำลังสืบหา “ท่อน้ำเลี้ยง” ของจริงอยู่ว่ามาจากขั้วการเมืองขั้วตรงข้ามหรือไม่ คณะก้าวหน้ากับพรรคเพื่อไทยก็คงถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษ

เรื่องขอให้รัฐบาลเลิกคุกคามประชาชนนี่ ไม่แน่ใจว่า เป็นตัวจุดชนวนจริงๆ ที่ทำให้เกิดม็อบหรือไม่ อย่างที่เรารู้กันว่า การเคลื่อนไหวเริ่มแรงขึ้นหลังจากสองเหตุการณ์สำคัญคือการถูกอุ้มหายของนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ต้องหาความผิดตามคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และเหตุการณ์ที่ปล่อยให้ประชาชนอกสั่นขวัญแขวนกันทั้งระยองและย่านนานา ว่า “อภิสิทธิ์ชน” ไม่ต้องป้องกันโควิด จากที่รัฐบาลขู่ประชาชนปาวๆ ว่าอย่าประมาท การ์ดอย่าตก

2.ขอให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ อันนี้เท่ากับเป็นการผลักแรงกดดันไปที่ ส.ว.โดยตรง ส.ว. “เหมือนโดนบีบหน้าเขียว” จากทางกลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะมากขึ้นทุกวันหรือไม่ และเผลอๆ อาจถูกบีบจาก “ผู้มีอำนาจที่แต่งตั้งขึ้นมา” ว่า “บางมาตราอย่าได้ไปแตะ” ตอนนี้ญัตติเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้รับการบรรจุเข้าสู่วาระของการประชุมร่วมรัฐสภาแล้ว ในวันที่ 23-24 ก.ย. ก่อนที่จะปิดสภา สมัยวิสามัญ จะต้องรับหลักการก่อน

จากนั้นคาดว่าจะมีการเข้าชื่อ ส.ส.เพื่อเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ  พิจารณาต่อเพื่อ “ให้มันจบในปีนี้” ซึ่งมาตราที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดคือการแก้ไขมาตรา 256 เปิดช่องให้มีการจัดตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ยังมีความขัดแย้งระหว่างขั้วรัฐบาลกับขั้วฝ่ายค้าน ที่รัฐบาลต้องการให้มีตำแหน่งมาจากการแต่งตั้งจำนวน 50 เก้าอี้ ซึ่ง กกต.จะต้องเป็นผู้ดำเนินการจัดการคัดเลือก ทำให้ถูกตั้งข้อสังเกตว่าจะมีการ “วางยา” อะไรเอาไว้หรือไม่



ขณะที่ขั้วของฝ่ายค้านต้องการให้ ส.ส.ร.3 ที่ตั้งขึ้นมา ประกอบด้วย ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ฝ่ายรัฐบาลที่เขาไม่เอาก็จะค้านเอาอีกว่า “กลุ่มที่มาจากการเลือกตั้งก็ระวังถูกพรรคการเมืองวางยา เอาคนของตัวเองที่มีฐานเสียงมายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่” คือแบบนี้ไม่รู้ว่าเรียกว่า “กินน้ำเห็นปลิงทุกสิ่งไป” หรือไม่ ที่ทำอะไรก็ติดขัดตะขิดตะขวงไปหมด ก็ต้องรอให้เขาถกกันวันที่ 23-24 ก.ย.ที่จะเข้าที่ประชุมสภา ถึง 6 ญัตติ

ทีนี้ ก็มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าให้ตั้ง ส.ส.ร. 3 นั้น ต้องแก้มาตรา 256 ซึ่งอยู่ในหมวดที่จะต้องทำประชาพิจารณ์ คราวนี้ กกต.ก็เตรียมควักงบประมาณไว้ได้เลยราว 5,000 ล้านบาท  จากที่เดิมคิดกันว่า การทำประชามติรอบนึงน่าจะต้องใช้งบประมาณ 3,000 ล้านบาท แต่ด้วยปัญหาของโควิด-19 ที่เข้ามาทำให้ กกต.ขอเพิ่มงบประมาณในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคได้ด้วย ซึ่งต้องระวังไว้ตราบใดที่ยังไม่มีวัคซีนรักษา

เรื่องตั้ง ส.ส.ร. 3 ก็เรื่องหนึ่ง ทีนี้ก็จะมีการเสนอแก้ไขรายมาตราด้วย โดยเฉพาะที่น่าสนใจคือเรื่องการตัดอำนาจ ส.ว.ตามมาตรา 272 ไม่ให้มีสิทธิโหวตเลือกนายกฯ และแก้ไขระบบเลือกตั้งใหม่ ซึ่งให้กลับไปใช้ของปี 40 อีกนั่นแหละ คือเรื่องระบบเลือกตั้งเป็นอะไรที่น่ารำคาญ ตอนรัฐธรรมนูญปี 50 ก็พยายามแก้กันรอบนึง ปรากฏสุดท้ายก็แก้กันใหม่ให้ไปใช้สูตรปี 40 ดังนั้นก็หวังว่า ต่อไประบบเลือกตั้งขอให้ใช้แบบปี 40 ให้มันเสถียรถาวรไปเลยเหอะ

ที่จำเป็นต้องขอแก้ไขรายมาตราด้วย  เพราะเขากลัวว่ากระบวนการ ส.ส.ร.จะช้า (และเสียเงินเยอะ) ถ้านับกันเป็นเลขกลมๆ ก็นับหมื่นล้านอยู่ เพราะก็ต้องจัดเลือกตั้ง ส.ส.ร. มีค่าเบี้ยเลี้ยงเบี้ยประชุมยกร่าง ค่าจัดรับฟังความเห็น (เป็นคำที่น่าเบื่อมากสำหรับการเมืองไทย เพราะการรับฟังความเห็นพูดกันมาตั้งแต่สมัย คมช.ล่ะมั้ง แต่ไม่เห็นจะมีอะไรดีขึ้น) แล้วต้องมีการพิมพ์รัฐธรรมนูญ เพื่อส่งให้ประชาชนอ่านก่อนทำประชาพิจารณ์ และค่าประชาสัมพันธ์อีก

แต่ถ้าเกิด “อุบัติเหตุ” ให้รัฐบาลนี้ยุบสภาขึ้นมาก่อน แล้วรัฐธรรมนูญฉบับร่างใหม่ยังไม่ประกาศใช้  ก็เท่ากับว่ามีการ “ปลดล็อก” กระบวนการเลือกตั้งและการเลือกนายกฯ ให้ทันเวลาก่อน ซึ่งในส่วนการแก้รายมาตรา ส.ว.จะถูกบีบจากรอบทิศทางหนักแล้วว่า อย่างน้อย 84 คนต้องยกมือให้ผ่านสภา เพื่อให้ได้เสียงเพียงพอ และตอนนี้ ส.ว.ก็มีทั้งก๊กที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ม็อบก็เลยไปยืนกดดันหน้ารัฐสภาเสียเลย ให้เห็นว่าประชาชนหรือใครใหญ่



อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึงมากในการเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุม คือเรื่องข้อเสนอปฏิรูปสถาบัน ซึ่งในการเคลื่อนไหววันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา ก็มีการยื่นข้อเสนอนี้ผ่าน “บิ๊กอู๊ด” พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. ไปแล้วเพื่อให้นำเรียนต่อองคมนตรี โดยการชุมนุมข่าวว่า “บิ๊กปั๊ด” พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ว่าที่ ผบ.ตร.ลงมากำกับดูแลเองด้วย และไม่รู้จะเป็น “ทุกขลาภ” สำหรับ “บิ๊กปั๊ด” หรือไม่ เพราะ “ข้อเสนอ” ที่ว่าจะถูกกระทุ้งกดดันเรื่อยๆ ในยุคบิ๊กปั๊ดนี่แหละ

และถึงจุดหนึ่งความแตกแยกขัดแย้งจะรุนแรงจากขั้วอนุรักษนิยมที่อยู่เงียบๆ อาจลุกขึ้นมาแสดง “พลังอะไรบางอย่าง” บ้าง  เด็กๆ อาจมองว่า กลุ่มอนุรักษนิยมคือคนแก่ แต่ในประชาธิปไตยที่เป็น one man one vote บางทีอาจแสดงพลังออกมาในรูปแบบการเลือกตั้ง การทำประชามติรัฐธรรมนูญ หรือกระทั่งตอนนี้ที่เกิดกระแสการบอยคอตสินค้า  ที่เริ่มจากกลุ่ม “หัวก้าวหน้า” กลุ่มอนุรักษนิยมก็มีรูปแบบการตอบโต้คืน

เมื่อมีการแตะต้องไปถึงสถาบัน คราวนี้สถานการณ์ยิ่งละเอียดอ่อน รัฐบาลถอยได้ในเกมรัฐธรรมนูญ แต่ประเด็นสถาบัน “การถอย” มันก็สุดจะทำนายได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น  แล้วประเด็นนี้ สองฝั่งจะดำเนินการยังไงกันต่อ เมื่อเราวางสถาบันไว้เหนือความขัดแย้งทางการเมืองทั้งปวงเป็นเรื่องที่ชวนให้คิด.
.............................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%