อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2563

​​​​​​​กรรม(ของผู้)บริสุทธิ์ในวงการศึกษา เมื่อโรงเรียนดังถูกตีแผ่

เด็กที่ถูกทำร้ายจะเกลียดกลัวการเรียนฝังใจแต่เริ่มแรก จนมีผลต่อไปในระยะยาวได้ กลายเป็นเด็กที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง กลัวครู เกลียดการเรียน และไม่สามารถหาศักยภาพของตัวเองเจอว่า ถนัดด้านไหน ไอ้คำพังเพยประเภท “รักวัวให้ผูก รักลูก (หรือรักเด็ก) ให้ตี” พฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2563 เวลา 08.00 น.


เรียกได้ว่าเป็นข่าวสะเทือนใจ สะเทือนขวัญจนเป็นที่โจษจันกันไปทั้งสังคม เมื่อมีการแฉภาพคลิปวิดีโอในห้องเรียนโรงเรียนชั้นอนุบาลของโรงเรียนสารสาสน์วิเทศ ราชพฤกษ์ ซึ่งพบพี่เลี้ยงเด็กที่ชื่อ “ครูจุ๋ม” หรือตามสไตล์โรงเรียนคริสต์เขาให้เรียกว่า “ทีชจุ๋ม” (ก็คงจะมาจากทีชเชอร์ teacher) ทำร้ายร่างกายเด็ก ซึ่งพ่อแม่ก็คงไม่รู้ถ้าไม่เห็นปฏิกิริยาลูกที่ไม่อยากไปโรงเรียน กลัวครูจุ๋ม แล้วไปดูกล้องวงจรปิดความถึงแดงขึ้นมา

สิ่งหนึ่งที่ต้องให้เครดิตสารสาสน์ คือไม่ตวักตะบวยยื้อเวลานานมากแล้วหาเรื่องอ้างว่าไฟล์ในกล้องวงจรปิดเสียหาย หรืออ้างโน่นอ้างนี่ที่มีผลสรุปเดียวว่าหลักฐานมันฉิบหายไปแล้วเพื่อยื้อเวลา แต่พร้อมเปิดเผยต่อสังคม ซึ่งเป็นเรื่องที่เดิมพันสูงมากกับการที่ชื่อโรงเรียนจะเน่าเหม็นไปเลย เพราะสารสาสน์เป็นโรงเรียนคริสต์ค่าเทอมอย่างแพงด้วย คนถ้าไม่บริสุทธิ์ใจรู้ตัวว่าทำผิดจะพยายามรีบกลบเกลื่อนหลักฐาน

และเป็นโชคดีของเด็ก ๆ รุ่นนี้ที่มีเทคโนโลยีมาช่วยพิทักษ์สวัสดิภาพคือกล้องวงจรปิด นี่ขนาดเป็นโรงเรียนดัง ไม่อยากคิดถึงโรงเรียนเด็กเล็กตามต่างจังหวัดหรือโรงเรียนจน ๆ ว่าจะมีอะไรพวกนี้มาพิทักษ์สวัสดิภาพเด็กหรือไม่ หรือต้องให้เด็กไปฟ้องผู้ปกครองเอง แต่เด็กระดับอนุบาลก็ไม่ได้เดียงสาขนาดกล้าฟ้อง ลองครูใช้อำนาจข่มขู่เข้าหน่อยก็ไม่กล้าพูดแล้ว ได้แต่แสดงปฏิกิริยาไม่อยากไปโรงเรียน ซึ่งผู้ปกครองบางทีก็ไม่ได้เข้าใจนัก



การลงทุนกับเด็กตั้งแต่ชั้นเรียนเด็กเล็กมันเป็นการลงทุนหรือเดิมพันที่สูงมาก เพราะจะทำให้เด็กรักการเรียนและเติบโตไปได้เต็มที่ตามศักยภาพที่เขาควรได้รับการส่งเสริม ค่าเทอมโรงเรียนอนุบาลดี ๆ เดี๋ยวนี้ถึงได้แพงหูดับแต่ผู้ปกครองก็กัดฟันยอมจ่าย กู้หนี้ยืมสินยังไงก็ได้ แต่เข้าใจว่า ต้องทำให้ลูกรักการเรียน และโรงเรียนต้องช่วยพัฒนาศักยภาพของเด็กได้ เป็นผู้ดูแลลำดับสองที่เหมาะสมต่อจากผู้ปกครองที่ต้องทำงานหาเลี้ยงครอบครัว

เด็กที่ถูกทำร้ายจะเกลียดกลัวการเรียนฝังใจแต่เริ่มแรก จนมีผลต่อไปในระยะยาวได้ กลายเป็นเด็กที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง กลัวครู เกลียดการเรียน และไม่สามารถหาศักยภาพของตัวเองเจอว่า ถนัดด้านไหน ไอ้คำพังเพยประเภท “รักวัวให้ผูก รักลูก (หรือรักเด็ก) ให้ตี” มันเป็นพังเพยที่ล้าหลังไปแล้ว เพราะไปตีเด็กเพื่อให้เชื่อฟังมันจะกลายเป็นเชื่อฟังเหมือนวัวควาย คือคิดเองไม่ได้ต้องสั่งต้องสอนชี้แนะไปตลอดชีวิต สุขภาพจิตเด็กก็แย่ลง ๆ

ดีใจที่ยุคสมัยนี้มีเทคโนโลยี และมีกฎระเบียบห้ามลงโทษเด็กโดยการใช้กำลัง เพราะมันทำให้เด็กทั้งเจ็บตัวทั้งอับอายถ้ามีการลงโทษต่อหน้าเพื่อน พอเกิดเหตุที่สารสาสน์ ก็มีคนเล่าประสบการณ์ตัวเองที่เคยถูกลงโทษในทวิตเตอร์มากมาย และเล่าประสบการณ์ที่เคยพบเห็นว่า เด็กบางคนจากเด็กรักเรียนกลายเป็นเด็กเกลียดการเรียนและกลายเป็นเยาวชนประเภทไร้คุณภาพ (หรือที่คนไทยเรียกเด็กแว๊น เด็กสก๊อย) ไปเลย

ไม่ต้องยกตัวอย่างใครไกล ตัวผู้เขียนเองนี่แหละที่สมัยเด็ก ๆ เคยโดนสั่งให้ไปแก้โจทย์เลขหน้าห้องในวัย ม.ต้น ปรากฏถอดสมการไม่ได้ โดนครูเขกหัวโชว์ กลายเป็นที่ขบขันของคนอื่น มันกลายเป็นภาพความทรงจำให้เราเป็นโรคเกลียดวิชาคณิตศาสตร์ไปเลย ในขณะที่วิชาสังคมศึกษาและภาษาไทย ครูมีจิตวิทยาในการสอนมากที่จะชื่นชมเด็กที่ “ทำการบ้าน” หรือเตรียมตัวในการเรียนมาล่วงหน้า ทำให้ตัวผู้เขียนยังไม่ถึงกับเกลียดการเรียน



เรื่องการใช้อำนาจของครูในโรงเรียน เป็นสิ่งที่กลุ่ม “นักเรียนเลว” ที่เคลื่อนไหวร่วมกับกลุ่มประชาชนปลดแอกพยายามนำเสนอต่อรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ เกี่ยวกับเรื่องอำนาจนิยมในโรงเรียน ที่การลงโทษบางครั้งเป็นการประจานให้อับอาย โดยเฉพาะเรื่องการที่เคร่งอยู่ไม่รู้แล้วกับทรงผมเด็ก ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นเรื่องเล็ก คนเก่า ๆ อาจคิดว่าครูมีอำนาจ แต่ในยุคนี้เราเรียกร้องความเท่าเทียม และการลงโทษต้องเป็นไปตามระบบที่เป็นฉันทามติ

ความเป็นฉันทามติคือเป็นระบบลงโทษที่ครูและเด็กสามารถรับกติการ่วมกันได้ ไม่ใช่ลักษณะแบบครูเสียหวย ทะเลาะกับผัวกับเมียมาแล้วมาลงกับเด็ก ถึงวันตรวจวินัยก็เอากรรไกรห้ำซะเด็กผมแหว่ง หรือเด็กทำแบบทดสอบไม่ได้ก็เรียกไปตีประจาน ย้ำว่า ระบบการลงโทษที่ให้บุคคลที่สามเช่นเพื่อน ๆ ของเด็กเห็นมันทำให้เกิดความอับอายและเกลียดการมาโรงเรียน นำไปสู่การสร้างบาดแผลในใจเด็ก ซึ่งเผลอ ๆ อาจเป็นในระยะยาว

เด็กที่เข้าร่วมหรือเห็นด้วยกับกลุ่มนักเรียนเลว คือเด็กที่รู้ความแล้ว แต่กรณีสารสาสน์เป็นเรื่องน่าสงสารที่เกิดขึ้นกับเด็กที่ยังไม่รู้ความ และพวกเขาก็ตกเป็นเหยื่อเต็ม ๆ เพราะความกลัวและไม่สามารถจะสื่อสารผู้ปกครองตรง ๆ ได้ ยกเว้นกรณีที่ครูพลั้งเผลอทิ้งร่องรอยไว้บนตัวเด็กให้ผู้ปกครองมาตามล้างตามเช็ดครูกลับอีกรอบ เด็กบางคนพ่อแม่เลี้ยงริ้นไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม ส่งเสริมการเรียนรู้เต็มที่ มาโดนกระทำรุนแรงพ่อแม่ก็ระเบิดลงเป็นธรรมดา

เห็นด้วยกับข้อเสนอของ นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ว่า “ผู้ที่มีประวัติพวกนี้ต้องขึ้นแบล็กลิสต์ไม่ให้ทำงานร่วมกับเด็กอีก” เพราะแสดงว่าสภาพจิตใจของพวกเขาไม่ได้พร้อมที่จะทำงานกับสิ่งละเอียดอ่อน กับความอ่อนแอไร้เดียงสาเลย โดยคนที่จะขึ้นแบล็กลิสต์ไม่จำเป็นจะต้องเป็นครู แต่เป็นพี่เลี้ยง แต่เป็นคนที่ทำงานในโรงเรียนทั้งหมด ทั้งภารโรง แม่ครัว หรือใครก็ตามที่มีโอกาสใกล้ชิดเด็ก



นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ ในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจเรียกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งโรงเรียน ผู้ปกครอง สหวิชาชีพเข้ามาร่วมแก้ปัญหา และมี “ข่าวว่า” ถ้าขุดลงไปลึก ๆ จริง ๆ ในสารสาสน์มีปัญหาหลายอย่างเช่น จ้างครูที่ไม่มีใบอนุญาต และยังต้องตรวจสอบว่ามีสาขาอื่นที่มีการกระทำแบบเดียวกันอีกหรือไม่ เพราะพอเช็กกล้องเพิ่มดันเจอ “ครูอิ้ว” มีพฤติกรรมคล้าย “ครูจุ๋ม” อีก

สิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กไม่ใช่แค่กระทบใจเด็ก แต่กระทบไปถึงผู้ปกครอง ฟังสัมภาษณ์รายการหนึ่งผู้ปกครองก็ขวัญผวาไปหมดแล้วว่า “ให้ลูกย้ายจะหนีเสือปะจระเข้หรือไม่” แถมการย้ายโรงเรียนกลางเทอมนี่ก็เป็นอะไรที่แสนจะยุ่งยาก เพราะโรงเรียนที่มีมาตรฐานดี ๆ เขาก็มีโควตาจำนวนเด็กอยู่แล้วแทบจะรับเพิ่มไม่ได้ จะให้ไว้ใจโรงเรียนเดิมต่อไปก็อยากให้โรงเรียนแสดงความรับผิดชอบมากกว่าการจ่ายค่าชดเชย แต่ต้องมีวิธีเยียวยาเด็กด้วย

สิ่งที่คาดหวังคือ เรื่องนี้เกิดขึ้นกับโรงเรียนระดับสารสาสน์ ไม่ใช่ให้จบที่สารสาสน์ วัวหายอย่าล้อมคอกเดียว ใครที่รับผิดชอบการศึกษาขั้นปฐมวัยนี่ต้องมีนโยบายสำหรับโรงเรียนอื่น ๆ ด้วย โดยเฉพาะโรงเรียนยากจนซึ่งต้องยอมรับว่าโอกาสพิทักษ์สิทธิเด็กต่ำ และอีกเรื่องหนึ่งที่สารสาสน์ยังไม่เคลียร์ คือการที่ก่อนหน้านี้มีเอกสารเผยแพร่เรื่องโรงเรียนในเครือนี้เป็นโรงเรียนที่มีการเหยียดเพศ แต่เรื่องก็เงียบไป ก็ต้องฝากให้ “ทุกโรงเรียน” เคารพอัตลักษณ์เด็กด้วย

“จุดไฟ” ที่แรกที่สารสาสน์ ก็ต้องทำให้ต่อเนื่องเพื่อคุณภาพและสวัสดิภาพของเด็ก.
.............................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%