อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 27 มกราคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 27 มกราคม 2564

วิถีชีวิตใหม่ วิถีแห่งการละความไม่รู้

วันนี้เป็นวันสิ้นปีพุทธศักราช 2563 และวันพรุ่งนี้เป็นวันเริ่มต้นของปีพุทธศักราช 2564 การเปลี่ยนผ่านของกาลเวลาในแต่ละปี สร้างความหวังให้กับผู้คนทั้งหลายซึ่งต่างมุ่งหวังให้มีสภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ผู้ที่มีความทุกข์ยากเดือดร้อนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในสังคมหวังที่จะให้ความทุกข์ยากเดือดร้อนลดลงหรือหมดสิ้นไป พฤหัสบดีที่ 31 ธันวาคม 2563 เวลา 10.00 น.


วันนี้เป็นวันสิ้นปีพุทธศักราช 2563 และวันพรุ่งนี้เป็นวันเริ่มต้นของปีพุทธศักราช 2564 การเปลี่ยนผ่านของกาลเวลาในแต่ละปี สร้างความหวังให้กับผู้คนทั้งหลายซึ่งต่างมุ่งหวังให้มีสภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ผู้ที่มีความทุกข์ยากเดือดร้อนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในสังคมหวังที่จะให้ความทุกข์ยากเดือดร้อนลดลงหรือหมดสิ้นไป ส่วนผู้ที่มีชีวิตไม่ขัดสนและไม่เดือดร้อนกระไรนักจากสภาพชีวิตที่เป็นอยู่ รวมถึงผู้ที่มั่งมีศรีสุขซึ่งเป็นคนส่วนน้อยของสังคมต่างก็หวังจะได้มาซึ่ง ลาภ ยศ สรรเสริญและสุขเพิ่มพูนมากขึ้น ปีใหม่จึงเป็นเทศกาลแห่งความหวังขอ



ผู้คนทุกชนชั้น หากมีการประพฤติปฏิบัติสุจริตให้ได้มาในสิ่งที่หวัง กระทำในสิ่งที่ถูกที่ควร ถูกต้องและชอบธรรม ไม่เบียดเบียนผู้อื่นนั้นเป็นสิ่งที่ดีงาม แต่ในทางกลับกันหากมีการประพฤติปฏิบัติทุจริตให้ได้มาในสิ่งที่หวัง กระทำในสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควร ไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรมนั้นเป็นสิ่งที่เลวทราม ผู้ประพฤติปฏิบัติสุจริตย่อมได้รับผลดี ผู้ประพฤติปฏิบัติทุจริตย่อมได้รับผลชั่ว เป็นไปตามกฎแห่งกรรม ฉะนั้นจึงไม่ควรประมาทในการดำเนินชีวิตแม้แต่น้อยนิด

ปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ ชาวพุทธจึงควรจะได้รับประโยชน์จากการนับถือพระพุทธศาสนาโดยมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง การฟังธรรมตามกาลจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงมีวิถีชีวิตใหม่เพราะมีความรู้ความเข้าใจในพระธรรมซึ่งเป็นคำสอนของพระบรมศาสดา พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นเหตุให้มีความเห็นถูก (สัมมาทิฏฐิ) จะได้มีความเป็นปกติสุขตามอัตภาพในชีวิตประจำวันของแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อชีวิตทั้งในโลกนี้และโลกหน้า วิถีชีวิตเดิมนอกจากจะไม่ได้รับประโยชน์จากพระพุทธศาสนาเพราะไม่มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ย่อมจะเป็นโทษต่อชีวิตทั้งในโลกนี้และโลกหน้า



เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการมีวิถีชีวิตใหม่จึงขอนำการสนทนาพิเศษในหัวข้อเรื่อง "วิถีชีวิตใหม่" จัดขึ้นโดยมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 ธ.ค. 63 ผู้ร่วมสนทนาพิเศษประกอบด้วย อาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ประธานมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา, รศ.อรรณพ หอมจันทร์ วิทยากรมูลนิธิฯ, อาจารย์วิชัย เฟื่องฟูนวกิจ วิทยากรมูลนิธิฯ และอดีตแม่ชีธวัลย์รัตน์ อุดมรัชต์เสฏฐ์



ความบางตอนจากการสนทนาพิเศษของอาจารย์ สุจินต์ บริหารวนเขตต์ กล่าวว่า “ … ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงเป็นไฟไหม้โลกยิ่งกว่าโควิด อะไรจะเกิดขึ้น ไม่มีใครสามารถจะรู้ได้ เพราะฉะนั้น ที่สำคัญที่สุด คืออะไร? ถ้าหาไม่พบก็แก้ปัญหาไม่ได้ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือจิตใจ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าจิตนั้นไม่หวั่นไหว เพราะรู้ความจริง ก็ไม่เดือดร้อน ยิ่งกว่านี้ก็ไม่เดือดร้อน… พร้อมที่จะรู้ว่าสิ่งนั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร แล้วก็สามารถที่จะดับเหตุที่จะให้เกิดสิ่งนั้น…

…ไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะเกิดตามที่หวังหรือไม่ตามที่หวัง ตามที่หวังคือหวังให้โควิดไม่มี หายไปเลย หมดไปเลย แต่จะเป็นอย่างที่หวังหรือเปล่า หรืออาจจะหวังอย่างอื่นก็ได้ แต่ว่าจะสมหวังไหม ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร

…ผู้ที่เห็นคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งทรงแสดงความจริงเป็นที่พึ่งสำหรับทุกคนจะเข้าใจได้ถูกต้อง ไม่หวั่นไหวและสามารถที่จะหมดทุกข์ได้ เมื่อมีความเข้าใจที่มั่นคงขึ้น ยังมีอยู่ แต่คนไม่ได้แสวงหาการที่จะสิ้นทุกข์ เพราะจิตเป็นทุกข์ แต่ไปแสวงหา ว่า ทำอย่างไรจะไม่ให้เกิดสิ่งที่ไม่อยากจะให้เกิด แต่ถึงไม่อยากจะให้เกิดหรือสิ่งนั้นไม่เกิดก็ยังเป็นทุกข์อยู่ดี .....



วิถีชีวิตใหม่ นั้น ใหม่จริงๆไม่ใช่อย่างที่เป็นแล้วเป็นเล่าคิดแล้วคิดเล่าแก้ไขแล้วแก้ไขเล่า วิถีชีวิตใหม่ จริงๆ ก็คือ มีความเห็นที่ถูกต้องตามความเป็นจริงตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อไหร่ วิถีใหม่ ก็คือว่า ไม่ได้มีความตื่นตระหนกกลัวด้วยความเป็นตัวตน แต่สามารถที่จะรู้ตามความเป็นจริงว่าไม่มีเรา ทุกสิ่งทุกอย่างมีปัจจัยเกิดแล้วดับ นั่นคือ ชีวิต…

ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสามารถทำให้เกิดวิถีชีวิตใหม่ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนเลย คือ การเริ่มเข้าใจความจริง ทุกคำของพระองค์ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนได้เลยทั้งสิ้น พระองค์ตรัสว่าธรรมทั้งหลาย เป็นอนัตตา ไม่ได้กล่าวว่าคน สัตว์ แต่ธรรม คือ สิ่งที่มีจริงนี่แหละ ไม่มีใครไปดลบันดาลได้ แต่มีเหตุปัจจัยที่จะเกิด ไม่เกิดไม่ได้ เพราะต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยด้วย ที่พึ่งที่เดียวในสังสารวัฏ ถ้าไม่พบก็ไม่มีที่พึ่งเลย คือ ปัญญาที่สามารถที่จะรู้ความจริงถึงที่สุด….

…ดีคือดี ชั่วคือชั่ว ถ้าเหตุดี ผลก็ต้องดี เหตุชั่วผลก็ต้องชั่ว เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นโควิดหรือจะเป็นอะไรทั้งหมด ก็ไม่พ้นจากตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่งจะต้องเกิดขึ้นรู้ทางหนึ่งทางใดแล้วก็คิดมากมายด้วยความไม่รู้ หรือ ด้วยความค่อยๆ เข้าใจขึ้น เป็นชีวิตใหม่ที่สามารถที่จะเริ่มเข้าใจถูก อันนี้ ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ ชักชวนกันที่จะมีวิถีชีวิตใหม่ ที่จากที่ไม่รู้อะไรเหมือนเดิม มาเป็นค่อยๆ เห็นคุณของพระรัตนตรัย แล้วค่อยๆ รู้ความจริงว่าไม่มีใครสามารถที่จะบันดาลอะไรได้เลย แม้แต่สุขหรือทุกข์ ก็ต้องมีเหตุปัจจัย”




รศ.อรรณพ หอมจันทร์ กล่าวว่า ความเป็นปกติใหม่ (new normal) ซึ่งเป็นที่รับรู้กันของผู้คนทั่วไปจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพื่อลดความเสี่ยงและหลีกเลี่ยงจากการติดเชื้อ แต่คำว่า “ปกติ” ในทางพระพุทธศาสนาคือ ศีล ซึ่งมีทั้งกุศลศีลและอกุศลศีล ผู้ที่มีกุศลศีลเป็นผู้เว้นจากการทุจริตทางกาย วาจาและใจ เนื่องจากมีความรู้และความเข้าใจในหลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงเป็นผู้ละอายชั่วกลัวบาป ส่วนผู้ที่มีอกุศลศีลเป็นผู้ไม่เห็นโทษจากการทุจริตทางกาย วาจาและใจ เนื่องจากไม่มีความรู้และความเข้าใจในหลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงเป็นผู้ไม่ละอายชั่วกลัวบาป ฉะนั้นผู้มีกุศลศีลจึงเป็นผู้มีวิถีชีวิตใหม่



อาจารย์วิชัย เฟื่องฟูนวกิจ กล่าวว่า ทานคือการให้หรือการสละ เป็นบุญกิริยาวัตถุประการหนึ่งใน 10 ประการ ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งการกระทำดี ทานเป็นบุญที่สำเร็จจากการให้หรือการสละ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุทาน อภัยทานและธรรมทาน การให้หรือการสละสามารถทำได้ตลอดเวลา ไม่จำเป็นจะต้องเป็นวันสำคัญใดๆ ผู้มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องก็จะมีวิถีชีวิตใหม่ที่มีปัญญา



อดีตแม่ชีธวัลย์รัตน์ อุดมรัชต์เสฏฐ์ กล่าวว่าตนเคยประสบกับความล้มเหลวในการทำธุรกิจถึงขั้นล้มละลายมาก่อนจึงหันหน้าเข้าวัดบวชเป็นชี เรียนบาลีตามหลักสูตรนักธรรมตรี โทและเอก มาเป็นเวลา 20 ปี และทำหน้าที่เป็นวิปัสสนาจารย์ แต่ไม่มีความรู้ความเข้าใจในคำจริงตามพระพุทธพจน์ เพราะไม่ได้ศึกษาพระธรรมจึงมีแต่ความเห็นผิด (มิจฉาทิฐิ) กระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควร เริ่มมีแสงสว่างในชีวิต เมื่อได้มีโอกาสศึกษาพระอภิธรรมปิฎกจากอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องมากขึ้นเป็นลำดับ ตอนนี้มีวิถีชีวิตใหม่แล้ว



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 60