อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 19 มิถุนายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 19 มิถุนายน 2562

แท็กซี่โหดคว้าเหล็กไล่ตี'2สาวเกาหลี' ยัวะจะให้กดมิเตอร์

รวบคาบ้านพัก โชเฟอร์แท็กซี่โหด ใช้เหล็กแป๊บทุบตี 2 สาวชาวเกาหลี ชิงสมาร์ทโฟนราคารวมกว่า 5 หมื่นบาท อ้างไม่ได้ตั้งใจจะก่อเหตุ แค่ยัวะที่บอกให้กดมิเตอร์ค่าโดยสารอยู่ได้ ศุกร์ที่ 7 มิถุนายน 2562 เวลา 18.51 น.


เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. ที่ บก.สปพ. พล.ต.ต.สำราญ นวลมา ผบก.สปพ. พ.ต.ต.ไพบูลย์ สอโส สว.งานสายตรวจ 1 ร่วมแถลงการจับกุม นายธนเดช ธนาถิรพงศ์ อายุ 51 ปี ชาวกรุงเทพฯ โชเฟอร์แท็กซี่ที่ก่อเหตุทำร้ายร่างกาย ก่อนชิงโทรศัพท์มือถือนักท่องเที่ยวสาวชาวเกาหลีใต้ 2 เครื่อง มูลค่ารวม 54,000 บาท



พล.ต.ต.สำราญ กล่าวว่า สายด่วน 191 ได้รับแจ้งว่ามีคนร้ายทำร้ายร่างกายและชิงทรัพย์นักท่องเที่ยว ในซอยวิภาวดีรังสิต 8 จึงไปตรวจสอบพบผู้เสียหายเป็นสาวเกาหลี 2 ราย ให้การกับตำรวจว่า พวกตนโดยสารรถแท็กซี่ สีส้ม แต่จำทะเบียนไม่ได้ มาจากห้างย่านรัชดาภิเษก เมื่อช่วงดึกวันที่ 3 มิ.ย. เพื่อจะไป จ.สมุทรปราการ แต่โชเฟอร์กลับพาออกนอกเส้นทางจนถึงจุดเกิดเหตุซึ่งเป็นที่เปลี่ยว ก่อนใช้ท่อนเหล็กแป๊บทุบตีและชิงสมาร์ทโฟนซัมซุงกาแล็กซี เอส 8 พลัส ราคา 2.6 หมื่นบาท และซัมซุงโน๊ต 9 ราคา 2.8 หมื่นบาท

"พอได้ทรัพย์สินไป โชเฟอร์แท็กซี่ก็เอาผู้โดยสารทั้งคู่ที่อยู่ในอาการมึนเมาและบาดเจ็บทิ้งไว้ข้างทาง ก่อนจะขับรถเผ่นหนีไป กระทั่งมีพลเมืองดีมาพบและช่วยแจ้งตำรวจให้ นำมาสู่การสืบสวนจับกุมโชเฟอร์สายโจรรายนี้ได้ที่หน้าบ้านพัก ซอยอินทามาระ 3 ถนนสุทธิสารวินิจฉัย แขวงสามเสน เขตพญาไท เป็นโชเฟอร์ที่ขับรถแท็กซี่สีส้ม ทะเบียน ทฬ 2373 กรุงเทพฯ" ผบก.สปพ. เผย



พ.ต.ต.ไพบูลย์ กล่าวว่า สอบสวน นายธนเดช ให้การรับว่า ที่จริงไม่ได้ตั้งใจจะก่อเหตุ แต่ทำไปเพราะทะเลาะกับผู้เสียหาย เนื่องจากทั้งคู่โวยวายว่าทำไม่ไม่กดมิเตอร์ค่าโดยสาร จึงเกิดโมโหก่อเหตุขึ้น พอได้สมาร์ทโฟนไปก็นำไปขายต่อที่ร้านมือถือย่านห้วยขวาง ในราคาเครื่องละ 5,000 บาท รวมได้เงิน 1 หมื่นบาท ส่วนประวัติพบว่าเคยถูกจับข้อหาลักทรัพย์ ท้องที่ สภ.พระประแดง ในลักษณะให้ผู้โดยสารช่วยเข็นรถ ก่อนจะเร่งเครื่องหนีไปพร้อมสัมภาระกว่า 2 แสนบาท จากนั้นก้มาก่อเหตุดังกล่าว.





ข่าวที่เกี่ยวข้อง...
'2สาวกิมจิ'เข้าขอบคุณตร. แผลจาก'แท็กซี่โหด'เริ่มทุเลา


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    34%
  • ไม่เห็นด้วย
    66%