อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม 2563

รองผู้การเพชรบุรีฟ้อง'บิ๊กเเป๊ะ' ผิดม.157ย้ายไม่เป็นธรรม

รองผู้การฯ เพชรบุรี ยื่นฟ้องศาลอาญาทุจริตฯ เอาผิด “บิ๊กเเป๊ะ” ม.157 โยกย้ายไม่เป็นธรรม หลังเคยมีหนังสือขอความเป็นธรรม เพื่อนร่วมรุ่นผบ.ตร. ตรวจทรงผมผิดระเบียบ จันทร์ที่ 13 มกราคม 2563 เวลา 14.45 น.


เมื่อวันที่ 13 ม.ค. ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง พ.ต.อ.ไพรัตน์ ไพพรรณรัตน์ รองผบก.อก.บช.ภ.9 เดินทางมายื่นฟ้อง พล.ต.อ.เอกจักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.157 กรณีใช้อำนาจแต่งตั้งโยกย้ายโดยมีมูลเหตุจูงใจด้านอื่น

พ.ต.อ.ไพรัตน์ กล่าวถึงที่มาของการฟ้องคดีว่าตนได้เคยทำบันทึกกล่าวหายื่นต่อ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ขอความเป็นธรรมพิจารณาเป็นที่พึ่งกับตน กรณีถูกนายตำรวจระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาตินายหนึ่ง ให้เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานจเรตำรวจออกสุ่มตรวจทรงผมเมื่อประมาณกลางปี 2561 แต่ปรากฎหลักฐานว่า จากจำนวนข้าราชการตำรวจทั่วประเทศประมาณ 2 แสนกว่านาย ได้มีการกำหนดตัวของตนเองเป็น "เป้าหมาย 1" เเต่เมื่อพบว่าตนในฐานะเป้าหมาย 1 ได้ตัดผมเรียบร้อยตามระเบียบก็ไม่ยอมจบ ได้ไปนำภาพถ่ายเก่ามาเป็นเหตุสั่งประจำที่ศูนย์ปฎิบัติการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ ศปก.ตร 



เเต่เมื่อตนทำบันทึกกล่าวหานายตำรวจยศ พล.ต.อ.ดังกล่าวไปถึงพล.ต.อ.จักรทิพย์ ช่วงปลายเดือนส.ค.62 เเต่มีคำสั่งที่ผ่านมาให้ย้ายจากรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบุรี ไปเป็นรองผู้บังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ซึ่งการโยกย้ายมีมูลเหตุจูงใจด้วยสาเหตุดังกล่าว ไม่ได้กระทำไปเพื่อประโยชน์ต่อทางราชการ แต่กระทำไปเพื่อมุ่งหวังให้เกิดความเสียหายแก่ตนอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 

พ.ต.อ.ไพรัตน์ กล่าวว่า ตลอดการรับราชการของตนผ่านการแต่งตั้งโยกย้ายมาไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง โดยในเรื่องการโยกย้ายที่ผ่านมาตนไม่เคยมีปัญหา เเต่การย้ายครั้งนี้มีมูลเหตุอื่นทั้งที่ตนเองก็ได้ทำหนังชี้เเจงเหตุผล ถึงคำสั่งย้ายดังกล่าวที่ไม่มีความเหมาะสม ทั้งที่ตนเองก็อบรมหลักสูตรของสถาบันหนึ่งที่มีมติ ครม.อนุมัติ เเต่กลับย้ายตนจากประเด็นมูลเหตุที่ไม่ใช่เพื่อทางราชการที่มีการสอบความประพฤติตนจากผู้บังคับบัญชาก็พบว่าความประพฤติตนไม่มีความเสียหาย มีผลงานชัดเจน ซึ่งเมื่อเป็นการโยกย้ายโดยไม่สุจริตจึงต้องขอมาใช้สิทธิร้องต่อศาล โดยนำพยานหลักฐานเป็นความเห็นที่มีการตั้งสอบความประพฤติของตนเอง เเละเเผ่นอัดเสียงสนทนาระหว่างตนกับนายตำรวจระดับสูงเพื่อให้ทราบถึงมูลเหตุจูงใจที่นำมาฟ้องร้องคดีนี้



พ.ต.อ.ไพรัตน์ กล่าวต่อว่า การที่มายื่นฟ้องผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด ไม่ได้ต้องการท้าชนแต่อย่างใด แต่เป็นการฟ้องตามหลักการ เพราะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้อนุมัติคำสั่งโยกย้ายตำรวจทั้งหมด ซึ่งก่อนหน้านี้ตนเองก็เคยทำเรื่องร้องขอความเป็นธรรมไปแล้ว แต่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก็ไม่ได้นำไปพิจารณา อย่างไรก็ตาม ส่วนความขัดแย้งกับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคู่กรณีที่คอยตามกลั่นแกล้งตนมาตลอด ขอไม่เปิดเผย เพราะเป็นข้อมูลในสำนวนฟ้อง แต่เปิดเผยเพียงว่า รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนดังกล่าวเป็นเพื่อนร่วมรุ่นโรงเรียนนายร้อยตำรวจกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เเละนายตำรวจระดับสูงผู้เคยกล่าวทำนองข่มขู่ว่าจะตามเอาผิดตนตลอด โดยมีคลิปเสียงเป็นพยานได้ ซึ่งหลังจากนี้ก็อยู่ระหว่างการปรึกษาทีมทนายความเพื่อเอาผิด รองผบ.ตร. คนดังกล่าวเช่นกัน


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    93%
  • ไม่เห็นด้วย
    7%

บอกต่อ : 65