อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2563

ดัชนีความเชื่อมั่นฯฟื้นรอบ 6 เดือนรัฐอัดมาตรการอุ้มศก.

พาณิชย์เผยผลสำรวจความเชื่อมั่นผู้บริโภคพ.ค.ปรับขึ้นครั้งแรกรอบ 6 เดือน หลังรัฐอัดมาตรการพยุงเศรษฐกิจ  ประชาชนหวังการแพร่ระบาดของไวรัสคลี่คลาย เสาร์ที่ 6 มิถุนายน 2563 เวลา 15.30 น.


น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของกระทรวงพาณิชย์ประจำเดือนพ.ค.  ปรับตัวสูงขึ้น โดยอยู่ที่ระดับ 38.1 เมื่อเทียบกับระดับ 33.3 ในเดือนก่อนหน้า เป็นการสูงขึ้นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน 
ทั้งนี้เป็นหลมาจากโดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 28.0 มาอยู่ที่ระดับ 32.0 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต สูงขึ้นจากระดับ 36.8 มาอยู่ที่ระดับ 42.1

นอกจากนี้หากจำแนกรายอาชีพ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมปรับตัวสูงขึ้นจากเดือนเม.ย.ทุกอาชีพ โดยกลุ่มเกษตรกร สูงขึ้นจากระดับ 34.2 เป็น 38.3 กลุ่มพนักงานเอกชน จากระดับ 32.2 เป็น 35.5 กลุ่มผู้ประกอบการ จากระดับ 31.1 เป็น 38.7 กลุ่มรับจ้างอิสระ จากระดับ 30.8 เป็น 35.6 

กลุ่มพนักงานของรัฐ จากระดับ 40.8 เป็น 45.8 กลุ่มนักศึกษา จากระดับ 34.6 เป็น 42.5 และกลุ่มไม่ได้ทำงาน จากระดับ 30.8 เป็น 33.1 การสูงขึ้นของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในทุกกลุ่ม คาดว่าเกิดจากมาตรการต่างๆ ของภาครัฐที่ออกมาอย่างต่อเนื่องสามารถบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ที่ได้รับผลกระทบครอบคลุมในทุกๆ กลุ่มอาชีพ 

ขณะเดียวกันหากจำแนกรายภาค พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมปรับตัวสูงขึ้นจากเดือนก่อนหน้าทุกภาค กรุงเทพฯ และปริมณฑลจากระดับ 35.7 มาอยู่ที่ระดับ 38.9 ภาคกลาง จากระดับ 35.9 มาอยู่ที่ระดับ 39.2 ภาคเหนือ จากระดับ 32.1 มาอยู่ที่ระดับ 38.4 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากระดับ 35.5 มาอยู่ที่ระดับ 40.5 และภาคใต้ จากระดับ 30.9 มาอยู่ที่ระดับ 37.9

ส่วนเดือนมิ.ย.นั้น ได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนใน 3 ประเด็น ได้แก่ ความกังวลในปัจจุบัน ผลกระทบที่ได้รับจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์/เดลิเวอรี่ 

ประเด็นแรก เรื่องที่ประชาชนมีความกังวลมากที่สุด อันดับแรก ไวรัสโควิด-19 จะยืดเยื้อ ประชาชนมีความกังวล  28.9%  ซึ่งถึงแม้จะเป็นเรื่องที่ประชาชนมีความกังวลสูงที่สุด แต่เมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลในเดือนที่ผ่านมาพบว่ามีแนวโน้มลดลงอยู่ที่  31.5%  ทั้งนี้เนื่องจากการบริหารจัดการด้านการควบคุมโรคที่ดี ประกอบกับประชาชนมีความตระหนักและให้ความร่วมมือในการป้องกันการแพร่ระบาด ส่งผลให้สถิติผู้ติดเชื้อรายใหม่ในประเทศไทยมีอยู่ในระดับต่ำ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประชาชนคลายความกังวลลงจากช่วงก่อนหน้าได้ในระดับหนึ่ง
 
อันดับสองรายได้ลดลง ประชาชนมีความกังวลว่ารายได้จะลดลง   18.5%  ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นจากเดือนเม.ย.อยู่ที่  15.1%  ถึงแม้จะเริ่มมีการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ทำให้สามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศได้ในบางส่วน อย่างไรก็ตาม ธุรกิจหลายประเภทยังไม่สามารถกลับมาดำเนินการได้อย่างเต็มรูปแบบ

อันดับสามสินค้าราคาสูงขึ้น ประชาชนมีความกังวล  14.6 % ซึ่งลดลงจากเดือนเม.ย.อยู่ที่  16.5%  เป็นที่น่าสังเกตว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในครั้งนี้ ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง และสร้างความกังวลต่อประชาชนในหลายๆ ด้าน โดยความกังวลด้านสาธารณสุข สังคม และการดำเนินชีวิตประจำวันเริ่มลดลง แต่ความกังวลด้านเศรษฐกิจกลับเพิ่มมากขึ้น

ด้านผลกระทบที่ประชาชนได้รับในการประกอบอาชีพ พบว่า เรื่องที่ประชาชนได้รับผลกระทบมากที่สุด  คือ รายได้ของกิจการลดลง ประชาชนได้รับผลกระทบ  38.2 %   รองลงมาคือได้รับค่าจ้างน้อย  18.6%  และกิจการต้องปิด  7.2%  (เป็นการปิดกิจการชั่วคราว   6.5%  และปิดกิจการถาวร  0.7% ) 

อย่างไรก็ตาม  การผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์เป็นระยะๆ ประกอบกับมาตรการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องในทุกภาคส่วนจะสามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้ในระดับหนึ่ง ขณะเดียวกันมีประชาชนส่วนหนึ่ง 28 %  มีความเห็นว่าตนไม่ได้รับผลกระทบในการประกอบอาชีพจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 

ส่วนพฤติกรรมการซื้อสินค้าสินค้าออนไลน์/เดลิเวอรี่ จากผลการสำรวจ พบว่า การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสในครั้งนี้ส่งผลให้ประชาชนมีพฤติกรรมการซื้อสินค้าออนไลน์/เดลิเวอรี่ เปลี่ยนแปลงไป โดยประชาชนมีการซื้อสินค้าออนไลน์/เดลิเวอรี่ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 36.6  %  ขณะที่ประชาชนกลุ่มอาชีพรับจ้าง พนักงานเอกชน และไม่ได้ทำงาน มีการซื้อสินค้าออนไลน์/เดลิเวอรี่ ลดลงเกินกว่า 50 % ในทุกกลุ่มอาชีพ ซึ่งคาดว่ากลุ่มนี้เป็น กลุ่มที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้จากการแพร่ระบาดของไวรัส ขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาจากอายุ พบว่า ประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป มีการซื้อสินค้าออนไลน์/เดลิเวอรี่ เพิ่มขึ้น 44.6%  รองลงมาคือ อายุ 40-49 ปี 33.9%  และอายุ 30-39 ปี  29.5 % 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 39