อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 1 ธันวาคม 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 1 ธันวาคม 2563

ทะลัก!เงินทุนไหลเข้าหุ้น-บอนด์ไทย 19วันเฉียด7หมื่นล้าน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยเงินทุนไหลเข้าหุ้นและพันธบัตรไทย 19 วันเฉียด 7 หมื่นล้านบาทสูงสุดในรอบ 17 เดือน คาดสิ้นปีนี้เงินบาทแข็งค่าแตะ 29.00 บาทต่อดอลลาร์ เสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2563 เวลา 14.00 น.


รายงานข่าวจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 1-19 พ.ย.63 พบว่า มีเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นและพันธบัตรรวมกัน 6.97 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 17 เดือน ขณะที่เงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 10 เดือนที่ 30.14 บาทต่อดอลลาร์ ก่อนจะกลับมาเคลื่อนไหวที่ระดับ 30.30 บาทต่อดอลลาร์ ในปัจจุบัน สถานการณ์เงินบาทดังกล่าวเป็นหนึ่งในประเด็นที่น่ากังวล เพราะการแข็งค่าของเงินบาทในเวลานี้อาจกระทบต่อเส้นทางการฟื้นตัวของภาคธุรกิจและเศรษฐกิจไทยในภาพรวม

ดังนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงออกมาตรการดูแลการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท (20 พ.ย. 63) โดยในรอบนี้มุ่งเน้นที่การเสริมสร้างกลไกในระบบนิเวศของตลาดอัตราแลกเปลี่ยน โดยแบ่งมาตรการออกเป็น 3 เรื่อง ได้แก่ 1. การคลายเกณฑ์สำหรับการเปิดบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ (FCD) สำหรับคนไทย 2. การขยายวงเงินและประเภทหลักทรัพย์ต่างประเทศที่นักลงทุนไทยสามารถลงทุนได้

และ 3. การกำหนดให้มีการลงทะเบียนแสดงตัวตนเพื่อซื้อ-ขายตราสารหนี้  ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินการของหลายประเทศในเอเชีย อาทิ เกาเหลีใต้ มาเลเซีย ไต้หวัน ซึ่งเปิดรับเงินทุนเคลื่อนย้าย และนักลงทุนสามารถซื้อ-ขายตราสารหนี้ได้อย่างเสรีแต่ต้องมีการระบุตัวตนที่ชัดเจน

“มาตรการดูแลค่าเงินบาทของ ธปท. เน้นเป้าหมายในการสร้างสมดุลให้กับกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายขาเข้า-ขาออกเพื่อเตรียมรับมือกับกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายที่อาจจะมีโอกาสไหลเข้ามาลงทุนในตลาดการเงินไทยมากขึ้นในระยะข้างหน้า ขณะที่ในฝั่งเงินดอลลาร์ เองก็ยังมีแนวโน้มอ่อนค่าตามสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่ไทยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้”

ทั้งนี้มาตรการในส่วนที่เป็นการปรับเกณฑ์ของ FCD และการผ่อนคลายข้อกำหนดการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศของนักลงทุนไทยนั้น มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นแรงซื้อเงินตราต่างประเทศ เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับเงินทุนขาออก ซึ่งอาจชะลอ-ลดแรงกดดันด้านแข็งค่าของค่าเงินบาท ขณะที่การกำหนดให้มีการมีการลงทะเบียนแสดงตัวตนเพื่อซื้อ-ขายตราสารหนี้

นับเป็นการยกระดับการติดตามข้อมูลพฤติกรรมการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในตลาดตราสารหนี้ไทยให้เข้มงวดมากขึ้นตั้งแต่การเริ่มทำธุรกรรมซื้อ-ขายตราสารหนี้ เมื่อเทียบกับเกณฑ์เดิมที่กำหนดให้มีการส่งรายงานชื่อผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง ซึ่งเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ในต่างประเทศ หรือ NR ที่เป็นเจ้าของที่แท้จริง และ/หรือผู้ที่มีอำนาจทั้งในทางตรงและทางอ้อมในการตัดสินใจทำธุรกรรมเพื่อถือครองหรือลงทุนในตราสารหนี้

นอกจากนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าอาจต้องใช้เวลาอีกระยะเพื่อติดตามประสิทธิผลของมาตรการดังกล่าวในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะการเพิ่มความยืดหยุ่นในการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศให้กับนักลงทุนไทย (เพื่อเพิ่มแรงซื้อเงินตราต่างประเทศ ชะลอเงินบาทแข็ง) เนื่องจากการกระจายพอร์ตการลงทุนยังขึ้นอยู่กับจังหวะและสภาพตลาดต่างประเทศ ผลตอบแทนเปรียบเทียบเพื่อชดเชยกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น

รวมถึงความรู้ความเข้าใจในการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศสำหรับกรณีนักลงทุนรายย่อย ขณะที่การกำหนดเกณฑ์ยืนยันตัวตนก่อนการซื้อขายตราสารหนี้อาจช่วยลดความผันผวนที่เกิดจากการพักเงินระยะสั้นของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งจะมีผลกับการเคลื่อนไหวของเงินบาทในบางช่วง แต่ไม่ใช่มาตรการสกัดเงินทุนไหลเข้า

นอกจากนี้ปัจจัยพื้นฐานจากแนวโน้มการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอาจหนุนให้เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้น ขณะที่เงินดอลลาร์ ก็อาจจะโน้มอ่อนค่าลงเพิ่มเติมในช่วงปีข้างหน้าตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ และสัญญาณการยืนดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำต่อเนื่องของธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าผ่านระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์ ในปี 64

โดยธนาคารกสิกรไทยประเมิน ค่าเงินบาทที่ระดับ 29.00-29.25 บาทต่อดอลลาร์ ณ สิ้นปี 64 ดังนั้น ธปท. อาจจำเป็นต้องเข้าดูแลตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อลดความผันผวนในระยะสั้น และประเมินความจำเป็นของการปรับใช้มาตรการดูแลเงินบาทเพิ่มเติมอีกในระยะต่อๆ ไป

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 20