อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 16 ธันวาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 16 ธันวาคม 2562

"ณัฏฐพล"ย้ำฉีดยาแรงพลิกอาชีวะไทย

"ครูตั้น"ยันต้องฉีดยาแรง พลิกอาชีวะเพื่อพัฒนาประเทศ ไม่กล้าก็ต้องทำ ศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2562 เวลา 15.03 น.

วันนี้( 22พ.ย.) ที่  หอประชุมวิทยาลัยการอาชีวศึกษาปทุมธานี  นายณัฏฐพล  ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ  กล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธาน จัดประชุมสัมมนาผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)  เพื่อขับเคลื่อนการอาชีวศึกษากับการพัฒนาประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563  ว่า รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการได้ให้ความสำคัญกับการอาชีวศึกษาเพราะอาชีวศึกษามีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ถ้าเราไม่มีทักษะฝีมือที่จะตอบสนองนโยบายของประเทศไม่ได้ จึงทำให้มีความจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการอาชีวศึกษามากที่สุด ซึ่งขณะนี้ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการทุกคนก็เข้าใจดีว่า การอาชีวศึกษามีความสำคัญในการเสริมสร้างสมรรถนะและเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งดูได้จากประเทศที่มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ ต่างก็มีอาชีวศึกษาที่เข้มแข็ง เช่น ญี่ปุ่น เยอรมัน เพราะฉะนั้นถ้าเราจะผลักดันประเทศให้มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ เราต้องกลับมาดูการอาชีวศึกษา

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ประเด็นสำคัญประการหนึ่งในการยกคุณภาพการอาชีวศึกษา คือ เรื่องภาษาอังกฤษ ที่จะต้องกล้าทำ เพราะถ้าไม่กล้าจะไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประเทศได้ ถึงแม้จะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นก็ต้องจ่ายทันที การเพิ่มครูสอนภาษาอังกฤษเป็นความจำเป็น ถ้าไม่ทำก็จะเดินหลงทางอยู่อย่างนี้ เรื่องของค่าใช้จ่าย งบประมาณ เป็นสิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการต้องจัด ส่วนจะหามาจากที่ไหน เป็นอีกเรื่อง ซึ่งตนและ รมช.ศึกษาธิการ จะไปนั่งคุยในสภาฯ เพื่อหาเงินให้ได้  เพราะเราจะทำอะไรก็ได้เพื่อให้เด็กมีทักษะการพูดภาษาอังกฤษที่เข้มแข็ง เด็กอาชีวะหลายวิทยาลัยพูดได้แล้ว แต่ก็ยังไม่เข้มแข็งพอ ดังนั้นถ้าเราเพิ่มความเข้มข้นภาษาอังกฤษเข้าไปทำให้เด็กมีความเข้มแข็งแล้ว เงินเดือนของเด็กจะต้องเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นตนถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

นายณัฏฐพล กล่าวอีกว่า ช่วง 3-4 เดือนมานี้ ได้มีโอกาสพบกับทูตประมาณ 20 ประเทศ พบว่าแต่ละประเทศมีแผนที่จะมาลงทุนในประเทศไทย แต่ในความรู้สึกของตนค่อนข้างมั่นใจว่าความเป็นไปได้เกือบจะเป็นศูนย์ เพราะเขาไม่มั่นใจในความสามารถที่เราจะตอบสนองความต้องการด้านแรงงานให้ได้ ซึ่งเรื่องนี้เลขาธิการกอศ.ก็รับทราบแล้ว แต่หากเรามีความพร้อมในเรื่องกำลังคน ตนมั่นใจว่าทุกประเทศมองมาที่ประเทศไทยมากที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียน เพราะฉะนั้นเราจำเป็นต้องพลิกอาชีวศึกษาของไทยให้ได้ และให้เร็วที่สุด

“อาชีวศึกษาต้องฉีดยาแรง กล้าหรือไม่  ไม่ทราบ แต่ต้องทำ  ถ้ากล้า ๆ กลัว ๆ ก็ต้องทำ เพื่อให้เด็กมีทักษะอาชีพที่ไม่น้อยกว่าปัจจุบัน ผมอยากให้ช่วยกันคิด ช่วยกันพลิกอาชีวศึกษาไทย เพราะอาชีวศึกษาคือเส้นทางหลักในการพัฒนาชาติ”รมว.ศึกษาธิการ กล่าวและว่า ในการพลิกอาชีวศึกษาไทย สิ่งแรกคือความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) กับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ที่ต้องทำให้เห็นแนวทางที่ชัดเจนว่าอาชีวศึกษา คือ แนวทางที่สำคัญของประเทศ เพราะขณะนี้ถึงแม้ปริมาณเด็กที่อยู่ในอาชีวศึกษา ซึ่งคิดว่าเพียงพอกับความต้องการของตลาดแล้ว แต่ตนก็ยังไม่มั่นใจ เพราะการเจริญเติบโตของประเทศ ทำให้ต้องมีความต้องการเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่กระทรวงศึกษาธิการจะไม่พูดถึงแต่เรื่องปริมาณเท่านั้น แต่ต้องเน้นเรื่องของคุณภาพที่ต้องเหมาะสมกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกด้วย ซึ่งถ้าไม่ทำก็จะไม่สามารถพลิกประเทศได้

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า สำหรับสัดส่วนผู้เรียนสายอาชีพกับสายสามัญ ที่จะต้องทำให้ได้ 50:50 ในปีหน้านั้น กระทรวงศึกษาธิการคงไม่มองเท่านั้นแล้ว เพราะตอนนี้ได้มีการคุยกับผู้ประกอบการธุรกิจต่าง ๆ โดยขอให้ภาคธุรกิจไปหารือกันเองก่อนว่า มีความต้องการบุคลากรด้านใดบ้าง แต่ละธุรกิจต้องการคนที่มีศักยภาพอย่างไร จากนั้นค่อยมาหารือและวางแผนร่วมกันกับกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งคือต้องมีพื้นที่ให้เด็กได้ฝึกงานด้วย ส่วนปัญหาการขาดแคลนบุคลากรซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของอาชีวศึกษา ในระยะเวลาอันสั้นนี้ตนคิดว่าอาจจะต้องไปหารือกันทางอุดมศึกษาว่า ในขณะที่ผู้เรียนอุดมศึกษากำลังลดน้อยลงจะสามารถให้บุคลากรมาช่วยสอนได้หรือไม่ ถึงแม้จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่จะทำให้ได้บุคลากรที่ตรงกับสายงาน ซึ่งสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและสร้างศักยภาพให้กับผู้เรียนอาชีวศึกษาได้อย่างแน่นอน

ด้าน นายณรงค์  แผ้วพลสง  เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า สอศ.จำเป็นต้องพัฒนากำลังคนทั้งในระบบ และระยะสั้น เพื่อรองรับการเป็นประเทศไทย 4.0 โดยในระบบ จะต้องมุ่งเน้นการผลิตและพัฒนากำลังคนให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานทั้งในปริมาณ และคุณภาพ พัฒนากำลังคนที่มีทักษะขั้นสูง ให้สามารถนำความรู้และทักษะมาใช้ในการแก้ไขปัญหาได้ โดยผลิตกำลังคนในสาขาใหม่ ที่เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ หุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม อุตสาหกรรมการบิน โลจิสติกส์ อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมดิจิตอล อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร เป็นต้น ส่วนการฝึกอบรมหลักสูตรระยะสั้น ก็จะมุ่งเน้นการสร้างอาชีพให้กับผู้ว่างงาน ยกระดับศักยภาพและพัฒนาทักษะกำลังแรงงาน (Re-Skills/Up-Skills)
 
 

 
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 22