อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2563

สช.พบรร.เอกชนกว่า100แห่งไม่มีเด็กเรียน

สช. พบ โรงเรียนในระบบไร้เด็ก กว่า 120 แห่ง ไม่ดำเนินการขอเลิกการจัดตั้งสถานศึกษา เตรียมจ้งผู้ถือใบอนุญาตให้ดำเนินการขอเลิกกิจการ หากแจ้งแล้วไม่มีความเคลื่อนไหว สช.จะตั้งคณะกรรมการควบคุมโรงเรียนกลุ่มนี้ พร้อมเพิกถอนใบอนุญาตจัดตั้งทันที พฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม 2563 เวลา 14.14 น.


เมื่อวันที่ 16 ก.ค.นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ได้ตั้งคณะทำงาน จำนวน 1,000 ชุด ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงเรียนในสังกัด สช. ทั้งในและนอกระบบนั้น ขณะนี้ยังตรวจสอบไม่ครบถ้วน ขาดข้อมูลโรงเรียนอยู่ประมาณ 30 โรง

แต่จากการรายงานเบื้องต้น พบว่า ขณะนี้มีโรงเรียนเอกชนในระบบ ที่ไม่มีนักเรียนศึกษาอยู่ แต่ยังไม่ได้ดำเนินการขอเลิกการเปิดสถานศึกษา จำนวนกว่า 120 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งขั้นตอนต่อไป สช. จะดำเนินการแจ้งให้ผู้ถือใบอนุญาตทราบ และดำเนินการขอเลิกการจัดตั้งสถานศึกษา หากแจ้งแล้วไม่มีความเคลื่อนไหว สช.ก็จำเป็นที่จะต้องตั้งคณะกรรมการควบคุมโรงเรียนกลุ่มนี้ เพื่อสั่งเพิกถอนใบอนุญาต

สำหรับกลุ่มโรงเรียนนอกระบบ พบว่า มีโรงเรียนที่ไม่ได้ดำเนินกิจการแล้ว แต่ยังคงมีใบอนุญาตอยู่ ไม่ได้เลิกกิจการ จำนวนกว่า 2,000-3,000 แห่ง ซึ่งก็จะดำเนินการตามขั้นตอนเช่นเดียวกับโรงเรียนในระบบ อย่างไรก็ตาม จากปัญหาที่พบ สช.จึงเตรียมที่จะเสนอคณะกรรมการ กช.ให้ปรับแก้กฎกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้มีการต่ออายุใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนเอกชน ไม่ใช่ให้เป็นการถาวรเหมือนที่ผ่านมา และการดำเนินการในลักษณะนี้ยังจะต้องการใช้ตรวจสอบโรงเรียนเอกชนทั้งในและนอกระบบ ป้องกันปัญหาเรื่องโรงเรียนเถื่อน รวมทั้งปกป้องกลุ่มโรงเรียนที่ทำถูกต้องตามกฎหมายด้วย

เลขาธิการกช.กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้จากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ส่งผลให้โรงเรียนเอกชนในระบบส่วนใหญ่ค่อนข้างได้รับผลกระทบทั้งสถานะทางการเงินและอื่นๆ ซึ่งตนจะเสนอให้มีการปรับแก้กฏ ศธ.ที่เกี่ยวเรื่องการประกอบกิจการอื่นๆ ที่เดิมมีข้อกำหนดที่ห้ามไม่ให้โรงเรียนเอกชนในระบบ ดำเนินการประกอบกิจการอื่นๆ ภายในโรงเรียน ดังนั้น สช.จึงเตรียมหารือ เพื่อแก้ไขกฎ ศธ.ดังกล่าวให้มีข้อยกเว้น

เนื่องจาก สช.ต้องการให้โรงเรียนสามารถใช้สถานที่ไปดำเนินกิจการต่างๆ ที่ไม่เป็นอุปสรรค หรือ รบกวนการจัดการเรียนการสอนในช่วงเวลาปกติ เช่น การอบรมหลักสูตรระยะสั้น เป็นต้น ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ที่โรงเรียนจะสามารถหารายได้ในช่วงปิดภาคเรียน โดยจะครอบคลุมไปถึงกลุ่มสถาบันอาชีวศึกษาเอกชนด้วย ทั้งนี้ตนจะเสนอให้คณะกรรมการ กช.พิจารณาเร็วๆ นี้

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 55