อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม 2563

"นิวยอร์ก ไทม์ส"อ้างไทยแลนด์เป็น"ศูนย์กลาง"ขยะไอที

"นิวยอร์ก ไทม์ส"แพร่บทความอุตสาหกรรมขยะอิเลกทรอนิกส์ ยังเฟื่องฟูในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้มีข้อกำหนดห้ามนำเข้าส่งผลให้ปชช.วิตกกังวลถึงปัญหาสุขภาพ แถมพาดพิง"ไทย "ชี้เป็นศูนย์กลางขยะไอทีไปแล้ว อังคารที่ 10 ธันวาคม 2562 เวลา 20.48 น.

เว็บไซต์ข่าวหนังสือพิมพ์นิวยอร์ก ไทม์ส ประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก รายงานเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. ว่า ขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ (Waste from Electrical and Electronic Equipment's : WEEE) ทะลักเกลื่อนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากจีนที่เคยเป็นตลาดรองรับขนาดใหญ่สุด ตัดสินใจสั่งห้ามนำเข้า เนื่องจากเกรงว่าจะเป็นพิษต่อผืนดินและประชาชน และนับจากนั้นไทยได้กลายเป็นศูนย์กลางอุตสาหรรม แม้จะถูกต่อต้านจากกลุ่มเคลื่อนไหว และรัฐบาลหาจุดสมดุล ระหว่างผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน กับผลกำไรมหาศาลจากอุตสาหกรรมนี้

ปีที่แล้วรัฐบาลไทยออกคำสั่งห้ามนำเข้า ขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ แต่กลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม และผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรม ที่เฝ้าจับตาดูอยู่ บอกว่า มีโรงงานรีไซเคิลเปิดใหม่ทั่วประเทศไทย และขยะอิเล็กทรอนิกส์หลายตันกำลังถูกแปรรูป

นายจิม พัคเกตต์ ผู้อำนวยการบริหารองค์กร เครือข่ายปฏิบัติการบาเซิล หรือ บีเอเอ็น ( Basel Action Network) ซึ่งรณรงค์ต่อต้านการทิ้งขยะในกลุ่มประเทศยากจน กล่าวว่า ขยะอิเล็กทรอนิกส์ต้องถูกส่งไปที่ใดที่หนึ่ง กลุ่มอุตสากรรมในจีน เพียงแค่ย้ายฐานปฏิบัติการมาที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และวิธีเดียวที่จะทำเงินคือ แปรรูปขยะในปริมาณที่มากที่สุด ด้วยแรงงานผิดกฎหมายค่าจ้างถูก ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก
จากข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในแต่ละปี ทั่วโลกผลิตขยะอิเล็กทรอนิกส์รวมกันประมาณ 50 ตัน ขณะที่ลูกค้ามีแนวโน้มโยนทิ้งรุ่นเก่าที่เพิ่งซื้อเมื่อปีที่แล้ว และหาซื้อรุ่นใหม่ที่ออกมาวางขายล่อใจ

การสกัดโลหะมีค่าปริมาณน้อยนิด เช่นทองคำ เงินและทองแดง ออกจากโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์และโทรทัศน์ ที่ถูกโยนทิ้ง ถือเป็นงานสกปรกและอันตราย

จีนเคยเป็นประเทศนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่สุดของโลกนานหลายปี จนกระทั่งปี พ.ศ. 2561 รัฐบาลปักกิ่งประกาศห้ามนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้ขยะเหล่านี้ต้องหันเหทิศทางเข้าสู่ไทย และอีกหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมหย่อนยาน การเอาเปรียบแรงงานง่ายดาย รวมทั้งการเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน ระหว่างกลุ่มธุรกิจและเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้เกิดโอกาส
ขณะที่หลายประเทศในภูมิภาค เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ปฏิเสธการขนส่งขยะทางเรือจากกลุ่มประเทศตะวันตก เข้าประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่ผลักไสกลับ ขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ท่าเรือต่างๆ อย่างเป็นระบบมากกว่า 

เดือน มิ.ย.ปีที่แล้ว กระทรวงอุตสาหกรรมของไทยประกาศการห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ อย่างคึกโครม และมีรายงานข่าวตำรวจไทยบุกจู่โจมโรงงานอย่างน้อย 10 แห่ง รวมถึงโรงงานนิว สกาย เมทัล นายยุทธนา พูลพิพัฒน์ หัวหน้าสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง เผยในเดือน ก.ย. ว่า โรงงานนิว สกาย เมทัล ถูกปิดตายแล้ว และไม่มีขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาในประเทศไทยอีกต่อไป

แต่การไปเยือนหมู่บ้านขนาดเล็ก ในตำบลเกาะขนุน ของกลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม เมื่อเร็วๆ นี้ พบว่า โรงงานนิว สกาย เมทัล ยังอยุู่ และยังดำเนินกิจการรีไซเคิลขยะตามปกติ เหมือนกับโรงงานอื่นๆ จำนวนมาก สะท้อนให้เห็นระบบกฎระเบียบที่อ่อนแอ และการทุจริต ที่ทำลายภาพลักษณ์ของประเทศ

แม้จะมีรายงานข่าวคึกโครมเกี่ยวกับตำรวจบุกจับกุม แต่โรงงานนิว สกาย เมทัล ถูกปรับสูงสุดเป็นเงินแค่ 650 ดอลลาร์มหรือ 19,685 บาท ต่อการทำผิดในใบอนุญาตแต่ละใบ และนับตั้งแต่รัฐบาลไทยออกคำสั่งห้ามขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างแดน มีโรงงานรีไซเคิลเปิดใหม่ 28 แห่ง ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ทางภาคตะวันออกของกรุงเทพ ส่วนใหญ่จัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยเกาะขนุนอยู่ในเขตอำเภอพนมสารคาม 1 ใน 11 อำเภอของฉะเชิงเทรา

จากข้อมูลของที่ทำการจังหวัดฉะเชิงเทรา ในปีนี้มี 14 บริษัทในจังหวัด ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุกิจแปรรูปขยะอิเล็กทรอนิกส์
รายงานของนิวยอร์ก ไทม์ส ระบุอีกว่า โรงงานแปรรูปขยะเปิดใหม่ ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ทางภาคกลางของประเทศไทย ระหว่างกรุงเทพฯกับแหลมฉบัง ท่าเรือขนาดใหญ่สุดของประเทศแต่ก็มีอีกหลายจังหวัด ที่ออกใบอนุญาตให้เปิดธุรกิจนี้.

เครดิตภาพ - The New York Times
คลิป - Al Jazeera English
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    73%
  • ไม่เห็นด้วย
    27%