อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563

สหรัฐฟ้องหัวเว่ยขโมยข้อมูลการค้า-กรรโชกทรัพย์

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฟ้องบริษัทหัวเว่ยของจีนเพิ่มอีก โดยข้อหาใหม่เกี่ยวข้องกับการจารกรรมข้อมูลการค้า และการข่มขู่เอาทรัพย์ ศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 09.30 น.


สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 13 ก.พ. ว่ากระทรวงยุติธรรมของสหรัฐออกแถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดี เรื่องการดำเนินคดีเพิ่มเติมกับบริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยีส์ ผู้ให้บริการด้านการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศรายใหญ่ของจีน ผ่านศาลรัฐบาลกลางในนครนิวยอร์ก ฐานอยู่เบื้องหลังการจารกรรมข้อมูลทางการค้าจากบริษัทด้านเทคโนโลยีของอเมริกา 6 แห่ง และการละเมิดกฎหมายป้องกันการกรรโชกและฉ้อโกงของรัฐบาลวอชิงตัน "ซึ่งโดยปกติ" เป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์ปราบปราม "ขบวนการอาชญากรรม"
 


นอกจากนี้ กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐยังกล่าวหาหัวเว่ยทำธุรกรรมร่วมกับ "อีกหลายประเทศ" ที่อยู่บนบัญชีดำการคว่ำบาตรของรัฐบาลวอชิงตัน นอกเหนือจากความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับอิหร่าน ที่กำลังเป็นศูนย์กลางในการต่อสู้คดีที่สหรัฐต้องการให้แคนาดาส่งตัวน.ส.เมิ่ง หว่านโจว ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทหัวเว่ย และทายาทคนโตของนายเหริน เจิ้งเฟย ผู้ก่อตั้งบริษัท ให้ไปขึ้นศาลที่นครนิวยอร์กในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน

ทั้งนี้ สหรัฐกล่าวหาจำเลยเจตนาบิดเบือนหลักฐานที่ใช้ในการทำธุรกรรมกับธนาคารเอชเอสบีซี เพื่อปกปิดความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างหัวเว่ยกับบริษัทสกายคอมในฮ่องกง ทั้งที่จริงแล้ว "สกายคอมคือหัวเว่ย" และบริษัทแห่งนี้เป็นฐานส่งออกสินค้าของหัวเว่ยที่ผลิตจากโรงงานในสหรัฐไปยังอิหร่าน ในระหว่างปี 2552 ถึง 2557 ซึ่งอาจส่งผลให้เอชเอสบีซีต้องถูกลงโทษ ฐานละเมิดกฎหมายของสหรัฐ

ด้านหัวเว่ยซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองเซินเจิ้น ทางตอนใต้ของจีน ออกแถลงการณ์ว่าความเคลื่อนไหวล่าสุดของสหรัฐ "ยังคงมีวัตถุประสงค์เดิม" คือทำลายชื่อเสียงของหัวเว่ยให้ได้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ในวันเดียวกันกระทรวงพาณิชย์ในกรุงวอชิงตันออกแถลงการณ์ ขยายระยะเวลาผ่อนผันให้แก่หัวเว่ย "เพิ่มอีก 45 วัน" ในการค้าขายและจัดการเรื่องธุรกรรมกับบริษัทคู่ค้าในสหรัฐ จากเส้นตายปัจจุบันซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 16 ก.พ. นี้.


เครดิตภาพ : AP

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    75%
  • ไม่เห็นด้วย
    25%

บอกต่อ : 28