อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 21 กันยายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 21 กันยายน 2563

"เรือโรซุส" กับระเบิดมหาวิปโยคที่"กรุงเบรุต"

การเดินทางของเรือบรรทุกสินค้า "โรซุส" กับแอมโมเนียมไนเตรตปริมาณมหาศาล ที่ตอนนี้ทุกฝ่ายให้น้ำหนักมากที่สุดว่าเป็นต้นเหตุของการระเบิดมหาวินาศ ทำลายท่าเรือในกรุงเบรุตของเลบานอน ตลอดจนมีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก พฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม 2563 เวลา 10.28 น.

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเบรุต ประเทศเลบานอน เมื่อวันที่ 6 ส.ค. ว่าย้อนกลับไปเมื่อเดือนต.ค. 2556 เรือบรรทุกสินค้า "เอ็มวี โรซุส" ติดธงชาติมอลโดวา มีกำหนดเดินทางจากจอร์เจียไปยังโมซัมบิก โดยหนึ่งในสิ่งที่อยู่บนเรือคือแอมโมเนียมไนเตรตจำนวนมาก แต่ระหว่างการเดินทาง เรือโรซุส "เปลี่ยนเส้นทาง" แล้วเข้าจอดเทียบท่าในกรุงเบรุต
 
อย่างไรก็ตาม แผนการที่จะจอดเทียบท่า "เพียงไม่นาน" ต้องกลายเป็น "ตลอดกาล" เมื่อเจ้าหน้าที่ของเลบานอนตรวจพบแอมโมเนียมไนเตรต 2,750 ตัน ไม่ว่าท้ายที่สุดแล้วสารเคมีชนิดนี้คือชนวนเหตุของการเกิดระเบิดวินาศสันตะโร ทำลายท่าเรือและพื้นที่ส่วนใหญ่ในกรุงเบรุตจนราบเป็นหน้ากลอง มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 คน และได้รับบาดเจ็บอีกมากกว่า 5,000 คน จริงหรือไม่ หรือมากน้อยเพียงใด แต่นับตั้งแต่เรือโรซุสเข้ามาจอดเทียบท่า จนถึงวันเกิดระเบิด ลำดับเหตุการณ์ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา สะท้อนความหละหลวมและความละเลยของเจ้าหน้าที่ทุกระดับ
 

 
สื่อท้องถิ่นหลายแห่งของเลบานอน และอีกหลายประเทศในตะวันออกกลางรายงานเส้นทางของแอมโมเนียมไนเตรตปริมาณมหาศาล เรือจากเรือโรซุสเป็นของนายอิกอร์ เกรชุสกิน นักธุรกิจชาวรัสเซีย แต่สภาพของเรือลำนี้ทรุดโทรมอย่างมาก เนื่องจากมีอายุการใช้งานนานประมาณ 40 ปีแล้ว และแทบไม่ค่อยได้รับการซ่อมบำรุงตามมาตรฐาน อีกทั้งยังมีข้อมูลว่าเกรชุสกินเคยค้างชำระค่าจ้างลูกเรือมาแล้วหลายครั้ง
 
ขณะที่หลายฝ่ายเริ่มตั้งข้อสังเกตและมีความสงสัย ว่าเพราะเหตุใดเรือโรซุสจึงเปลี่ยนเส้นทางกลางคัน แล้วมาจอดที่เลบานอน รายงานกระแสหนึ่งระบุว่า เรือประสบปัญหาเครื่องยนต์ขัดข้องกะทันหัน แต่รายงานอีกกระแสระบุว่า เกรชุสกินสั่งให้ลูกเรือซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวยูเครน เปลี่ยนเส้นทางไปยังเลบานอน เพื่อรับตู้สินค้ามาบรรทุกเพิ่ม ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับบริษัทในอนาคต
 
แต่เมื่อจอดเทียบท่าในกรุงเบรุตกลับพบกับ "ปัญหาใหญ่" รายงานของซีเอ็นเอ็นและเดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส ระบุว่านอกเหนือจากต้องถูกยึดแอมโมเนียมไนเตรตแล้ว เรือยังไม่สามารถจ่ายค่าธรรมเนียมการจอดเทียบท่าได้ และยังมีการตรวจพบรูที่ลำเรือด้านหนึ่ง ซึ่งต้องมีการปั๊มน้ำออกก่อนด้วย
 
นายบอริส โพรโกเชฟ กัปตันเรือโรซุส กล่าวว่าเกรชุสกินซึ่งร่วมเดินทางมากับเรือด้วย "สละเรือ" เป็นคนแรก และไม่หันกลับมาช่วยเหลือในเรื่องใดอีก ตัวเขาและลูกเรือที่เหลือติดอยู่ที่เลบานอนนานถึง 10 เดือน กว่าจะได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับประเทศ โดยทิ้งเรือและแอมโมเนียมไนเตรตทั้งหมดไว้ หลังจากนั้นมีรายงานว่าในช่วงหนึ่งของปี 2557 เจ้าหน้าที่ของเลบานอนย้ายแอมโมเนียมไนเตรตทั้งหมดออกมาเก็บไว้ที่โกดังหมายเลข 12 ของท่าเรือ ทว่าตัวเรือไม่ได้รับการเอาใจใส่และจมลงสู่ก้นทะเลไปเอง
 
ตอนนี้มีรายงานว่าเกรชุสกินอาศัยอยู่ที่ไซปรัส ยังคงค้างชำระค่าดำเนินการของเรือโรซุสกับทางการเลบานอน และยังไม่แสดงท่าทีต่อเหตุระเบิดครั้งนี้ ที่ต่อมาเริ่มมีการเปิดเผยโดยนายบาดรี ดาเฮอร์ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกาการแห่งชาติของเลบานอน ว่าเขาเคยแจ้ง "อย่างน้อย 5 ครั้ง" ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา ไปยังหน่วยงานมีอำนาจ ว่าที่ท่าเรือในกรุงเบรุตมีการเก็บสารเคมีอันตรายอยู่เป็นจำนวนมาก รวมถึงการเก็บแอมโมเนียมไนเตรตไว้ในโกดังใกล้กับดอกไม้ไฟ และเรียกร้องให้มีการขนย้ายออกจากพื้นที่ ซึ่งอยู่ใกล้กับเขตที่อยู่อาศัยของประชาชน แต่ไม่ได้รับการตอบสนองอย่างจริงจัง
 

 
อนึ่ง แอมโมเนียมไนเตรตเป็นสารเคมีที่มีคุณสมบัติทำลายล้างในระดับสูง แต่ไม่สามารถระเบิดเองได้ หมายความว่าต้องมี "ตัวจุดระเบิด"  โดยอ้างอิงจากสำนักข่าวแอลบีซีไอของเลบานอน ซึ่งเผยว่าโกดังหมายเลข 12 อยู่ใกล้กับโกดังหมายเลข 9 ที่เก็บพลุและดอกไม้ไฟไว้เป็นจำนวนมาก และการทำงานของคนงานในพื้นที่ซึ่งมีการใช้เครื่องเชื่อมโลหะ อาจทำให้เกิดเพลิงไหม้ก่อนที่โกดังหมายเลข 9 แล้วลุกลามอย่างรวดเร็วไปยังโกดังหมายเลข 12 จนกลายเป็นการระเบิดที่มีอานุภาพและรัศมีทำลายล้างครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของเลบานอน.

เครดิตภาพ : AFP

   

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    67%
  • ไม่เห็นด้วย
    33%

บอกต่อ : 36