อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 22 กันยายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 22 กันยายน 2563

ฮ่องกงประณามมาตรการคว่ำบาตรสหรัฐ "ไร้ยางอาย"

รัฐบาลฮ่องกงประณามการที่รัฐบาลวอชิงตันขึ้นบัญชีดำเจ้าหน้าที่ระดับสูง 11 คน รวมถึงนางแคร์รี แลม หัวหน้าคณะผู้บริหาร ว่าเป็นการกระทำที่ "ไร้ยางอายและน่ารังเกียจ" อีกทั้งยังสะท้อน "การไม่มีอารยธรรม" ที่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต เสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2563 เวลา 16.10 น.

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 8 ส.ค.เกี่ยวกับการที่รัฐบาลวอชิงตันประกาศเมื่อวันศุกรที่ผ่านมา คว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ระดับสูงของฮ่องกง และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลปักกิ่งประจำฮ่องกงรวม 11 คน นำโดยนางแคร์รี แลม หัวหน้าคณะผู้บริหารคนปัจจุบัน จากการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมืองของประชาชนในฮ่องกง ผ่านการใช้อำนาจตามกฎหมายความมั่นคง ที่จีนบัญญัติขึ้นเพื่อใช้กับฮ่องกงโดยเฉพาะนั้น
 

 
สำนักงานเลขาธิการคณะผู้บริหารฮ่องกงออกแถลงการณ์เมื่อวันเสาร์ ว่ามาตรการดังกล่าวของรัฐบาลวอชิงตัน "ไร้ยางอายและน่ารังเกียจ" และ "จองหองและป่าเถื่อน" โดยนายเอ็ดเวิร์ด เหยา รัฐมนตรีพาณิชย์ของฮ่องกง กล่าวว่ากฎหมายความมั่นคงซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ช่วงกลางดึกของวันที่ 30 มิ.ย.นี้ เป็นเรื่องภายในของฮ่องกงและแผ่นดินใหญ่อย่างชัดเจน ขณะที่มาตรการคว่ำบาตรครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการดำเนินการฝ่ายเดียวตามอำเภอใจ ยังแสดงถึง "ความไร้อารยธรรม" ของรัฐบาลวอชิงตัน ในการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลที่รวมถึงรหัสบัตรประชาชน โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของ
 

 
ทั้งนี้ เหยากล่าวด้วยว่า เรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับฮ่องกงอย่างแน่นอน และเป็น "ลางไม่ดีอย่างมาก" ต่อการลงทุนของสหรัฐในฮ่องกง โดยไม่ได้ขยายความ

นายโล่ว ฮุ่ยหนิง

ด้านนายโล่ว ฮุ่ยหนิง ผู้อำนวยการสำนักงานประสานงานของรัฐบาลปักกิ่งประจำฮ่องกง กล่าวว่าการมีชื่ออยู่ในบัญชีดำของสหรัฐครั้งนี้ หมายความว่าเขา "ได้ลงมือทำสิ่งที่เหมาะสม" สำหรับฮ่องกงแล้ว และยืนยันไม่มีทรัพย์สินอยู่ในสหรัฐ แต่กล่าวเชิงเหน็บแนมว่า ถ้ารัฐบาลวอชิงตันต้องการ เขาจะโอนเงินไปให้อายัดฟรี ๆ 100 ดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 3,122.50 บาท ) และทิ้งท้ายว่า หากสหรัฐมั่นใจว่ามาตรการนี้จะกดดันให้จีนประนีประนอม "ถือเป็นการคำนวณที่ผิดพลาด".

เครดิตภาพ : REUTERS

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    71%
  • ไม่เห็นด้วย
    29%

บอกต่อ : 39