อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 24 มกราคม 2563
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 24 มกราคม 2563

สจล.จับมือญี่ปุ่น ตั้ง "สถานีเรดาร์ตรวจสภาพอวกาศ" ที่วิทยาเขตชุมพร

สจล.ร่วมมือ NICT ญี่ปุ่น เตรียมจัดตั้งสถานีเรดาร์ตรวจสภาพอวกาศที่วิทยาเขตชุมพร ซึ่งใกล้เส้นศูนย์สูตรแม่เหล็กโลก หวังช่วยตรวจสอบภัยพิบัติทางอวกาศที่อาจจะเกิดขึ้นในโลกอนาคต   คาดแล้วเสร็จในต้นปีหน้า อังคารที่ 26 พฤศจิกายน 2562 เวลา 21.10 น.

 วันนี้ ( 26 พฤศจิกายน 2562 ) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับ สถาบันวิจัยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งชาติ (NICT) ประเทศญี่ปุ่น  แถลงข่าวการจัดตั้ง “สถานีเรดาร์ตรวจสภาพอวกาศ” ขึ้นในประเทศไทย   ที่ สจล. วิทยาเขตชุมพรฯ ซึ่งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรแม่เหล็กโลกมากที่สุด โดยเฉพาะในเอเชีย   

รศ.ดร.อนุวัฒน์   จางวนิชเลิศ  รักษาการแทนรองอธิการบดีอาวุโสฝ่ายบริหารวิชาการ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า จากความแปรปรวนของสภาพอวกาศ เช่น พลาสมาบับเบิล และความผิดปกติอื่นๆ ภายในชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ บริเวณเส้นศูนย์สูตรแม่เหล็กโลก กำลังทวีความรุนแรงขึ้น สิ่งนี้ส่งผลโดยตรงในการลดประสิทธิภาพของเครื่องรับ GNSS บนเครื่องบิน ระบบนำทาง และอากาศยานไร้คนขับ นอกจากนี้ ยังอาจก่อให้เกิดการสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก อาทิ ในกรณีที่เครื่องบินลงจอด (Landing) ผิดตำแหน่ง อากาศยานไร้คนขับเคลื่อนที่ผิดเส้นทาง เป็นต้น

ที่ผ่านมา หลายประเทศทั่วโลก ต่างตระหนักถึงผลกระทบดังกล่าว พร้อมเฝ้าระวังความผิดปกติที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต  ด้วยการติดตั้งสถานีเรดาร์ตรวจสภาพอวกาศ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการมอนิเตอร์ การแจ้งเตือนผู้ใช้งานที่เกี่ยวข้องโดยทันที และถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการเชื่อมโยงงานวิจัย สู่การใช้งานของบุคคลทั่วไป

ทั้งนี้ สจล.ร่วมกับ  NICT ประเทศญี่ปุ่นและพันธมิตร    จะดำเนินการจัดตั้งสถานีเรดาร์ตรวจสภาพอวกาศ  ขึ้นในประเทศไทย ที่สจล. วิทยาเขตชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้บริเวณเส้นศูนย์สูตรแม่เหล็กโลก เพื่อตรวจจับโครงสร้างโดยรายละเอียดของพลาสมาบับเบิลและสภาพอวกาศที่ผิดปกติ พร้อมแจ้งเตือนไปยังสถานีต่าง ๆ ทั่วโลก รวมถึงเครื่องรับสัญญาณGNSS ที่ใช้งานในขณะนั้นได้ทราบล่วงหน้า ตลอดจนลดความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น ทั้งในชีวิต ทรัพย์สินจากความผิดพลาดในการระบุตำแหน่ง GPS และการสื่อสารดาวเทียม นอกจากนี้ ยังเป็นการศึกษาคุณลักษณะของพลาสมาบับเบิล เพื่อนำไปพัฒนาเป็น นวัตกรรมแจ้งเตือนภัยพิบัติแก่ผู้ใช้งานเช่น เครื่องบิน เรือรถยนต์ หรืออุปกรณ์ที่ใช้การนำร่อง ทั้งในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้

ผศ.ดร.วัฒนชัย   พงษ์นาครอง อธิการบดีกำกับวิทยาเขตชุมพรฯ กล่าวว่า สถานีเรดาร์ฯ ดังกล่าวจะมีศักยภาพในการตรวจจับพลาสมาบับเบิลและสภาพอวกาศที่ผิดปกติ ตั้งแต่มหาสมุทรอินเดียด้านตะวันตก ไปจรดตอนใต้ของเวียดนามด้านตะวันออก ซึ่งโดยปกติแล้วพลาสมาบับเบิล จะเกิดขึ้นบริเวณเส้นศูนย์สูตรแม่เหล็กโลกและเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันออก ขณะเดียวกันจะขยายตัวสู่ละติดจูดที่สูงขึ้น ทั้งทางซีกโลกเหนือด้านบนและซีกโลกใต้ด้านล่าง เมื่อตรวจพบแล้วสถานีเรดาร์สามารถแจ้งเตือนไปยังผู้ใช้ GNSS ได้ทันที   เนื่องจากเรดาร์จะถูกติดตั้งในพื้นที่กว่า 7 ไร่ของ สจล. วิทยาเขตชุมพรฯ ซึ่งเหมาะสมและมีตำแหน่งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรแม่เหล็กโลกมากที่สุด โดยเฉพาะในเอเชียจึงทำให้สถานีเรดาห์ฯแห่งนี้ เป็นสถานีที่สามารถมอนิเตอร์และแจ้งเตือนนานาประเทศก่อนใครจึงนับเป็นการบันทึกอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของไทย กับการเป็น “สถานีเรดาร์ตรวจจับสภาพอวกาศ” ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบภัยพิบัติทางอวกาศที่อาจจะเกิดขึ้นในโลกอนาคต  

อย่างไรก็ดี ในอนาคตเมื่อดำเนินการติดตั้งสถานีเรดาห์ฯ เป็นที่เรียบร้อยภายในต้นปี 2563 ทีมวิจัยคาดจะมีผลงานวิจัยและนวัตกรรมทางด้านอวกาศตีพิมพ์และเผยแพร่ออกมาสู่สาธารณชนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ในอนาคต ทีมวิจัยยังเตรียมตกแต่งเป็นศูนย์การเรียนรู้ทางด้านอวกาศมีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของโลก อีกทั้งมีการจัดอบรมให้ความรู้ การจัดประชุมวิชาการเผยแพร่ความรู้และนวัตกรรมแก่เยาวชน รวมถึงคณาจารย์ และนักวิจัย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ด้าน ดร.คะซุมะ  สะทะอิระ ผู้อำนวยการใหญ่ สถาบันวิจัยแม่เหล็กไฟฟ้าประยุกต์สถาบันวิจัยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งชาติ (NICT) ประเทศญี่ปุ่นกล่าวว่า “พลาสมาบับเบิล” ถือเป็นความแปรปรวนชนิดหนึ่งในชั้นบรรยากาศ ที่ส่งผลกระทบให้สัญญาณดาวเทียมที่ต้องส่งผ่านพลาสมาบับเบิลถูกลดทอนคุณภาพ และในกรณีเลวร้ายที่สุด จะไม่สามารถใช้งาน GPS ได้เป็นเวลานาน ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้ไม่จำกัดเฉพาะในแถบเส้นศูนย์สูตรแม่เหล็กโลกอย่าง “ประเทศไทย” เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบไปถึงเขตละติจูดกลางอย่าง “ประเทศญี่ปุ่น” อีกด้วย โดยในสังคมสมัยใหม่ การนำทางด้วย GPS เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ขาดไม่ได้  ดังนั้น การติดตั้งเรดาห์ดังกล่าว จะทำให้สามารถตรวจจับพลาสมาบับเบิลได้เป็นประจำ  ซึ่งส่งผลดีต่อความสำเร็จในการใช้ระบบนำร่องหรือนำทางด้วย GPS โดยไม่มีข้อผิดพลาด หรือลดความผิดพลาดน้อยที่สุด

  “NICT เป็นองค์กรระดับชาติแห่งเดียวในญี่ปุ่น ที่ทำการวิจัยพัฒนาและส่งเสริมธุรกิจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ICT อย่างเต็มรูปแบบ งานวิจัยและพัฒนาของเรานั้น ครอบคลุมเทคโนโลยีในหลายด้าน อาทิ การตรวจจับระยะไกลโดยใช้สัญญาณวิทยุ (Remote Sensing) เครือข่ายการสื่อสารทั้งแบบมีสายและไร้สาย เทคโนโลยีการแปลคำพูดและความปลอดภัยของข้อมูลสารสนเทศสภาพอวกาศ (Space Weather) ถือเป็นหนึ่งในงานวิจัยที่เรามีความเชี่ยวชาญด้วยประสบการณ์กว่า 70 ปี” ดร.คะซุมะสะกล่าว
                 
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 29