อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม 2563

อว.ระดมสมองจัดทัพเร่งขับเคลื่อนบีซีจีอย่างเป็นรูปธรรม

สุวิทย์ โชว์แผน " BCG in Action"   พร้อมระดมสมองขับเคลื่อนบีซีจีที่เป็นรูปธรรม  ย้ำ  7 หน่วยบริหารจัดการทุน เป็นกลไกหลักสร้างงานวิจัยที่ตอบโจทย์ประเทศมุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน พฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน 2562 เวลา 19.31 น.

วันนี้ (28 พฤศจิกายน 2562)ที่โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส  กรุงเทพ  กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา  วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จัดประชุม “ BCG in Action :  จัดทัพขับเคลื่อน BCG” เพื่อระดมสมองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน หน่วยบริหารจัดการทุนและมหาวิทยาลัย   ในการหากลไกขับเคลื่อนบีซีจีโมเดล  โดยมีดร.สุวิทย์    เมษินทรีย์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว.  เป็นประธานในการประชุม


ดร.สุวิทย์   เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า การประชุมในวันนี้ ถือว่ามีความสำคัญในการที่จะช่วยกันตอบโจทย์ประเทศ  โดย “บีซีจี” เป็นเรื่องที่ท่านนายกรัฐมนตรีมีนโยบายที่จะใช้เป็นตัวขับเคลื่อนประเทศตัวใหม่  ซึ่งที่ผ่านมาทุกภาคส่วนได้ร่วมกันระดมความคิดเห็นให้เกิดเป็นข้อเสนอ BCG in Action  หรือแผนแม่บทในการขับเคลื่อนบีซีจีอย่างเป็นรูปธรรม  ทั้งนี้ตนเองได้นำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีแล้ว   และอว. ได้รับมอบหมายให้เป็นแม่งานในการขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าว ผ่านสี่พลังขององค์ความรู้ที่สำคัญ คือ มหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัยที่อยู่ในกระทรวงอว   ภาคเอกชน  ภาคชุมชน และเครือข่ายพันธมิตรจากต่างประเทศ

“  ต้องเรียนว่าบีซีจีนั้น จะเป็นตัวขับเคลื่อนประเทศที่ไปตอบโจทย์ ทั้งเรื่องของการยกระดับรายได้ ของคนส่วนใหญ่ ไมว่าจะเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์  การท่องเที่ยว พลังงานชุมชน  หรือเศรษฐกิจสร้างสรรค์  แต่ไม่จบอยู่เท่านั้น  สิ่งที่สำคัญของบีซีจีนั้น  ก็คือการไปตอบโจทย์ เรื่องของการพัฒนาที่ยั่งยืน   ซึ่งแผนแม่บทที่เกิดขึ้น จากทุกภาคส่วน จะทำให้สามารถเริ่มขับเคลื่อน และจัดทัพด้านบีซีจีอย่างเป็นรูปธรรม   ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบท่านรองนายกฯ วิษณุ  เครืองาม เป็นผู้ดูแลว่าจะผลักดันให้เกิดเป็นรูปธรรมร่วมกับทั้ง 4 ภาคส่วนนี้ได้อย่างไร”   
 

 เบื้องต้นจะมีกลไกในการขับเคลื่อนบีซีจี  ผ่านหน่วยบริหารจัดการทุน หรือ PMU  ซึ่งมีอยู่ 7  หน่วยงานคือสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.)  ซึ่งทั้งหมดเป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุนให้เกิดงานวิจัยที่ต้องตอบโจทย์ประเทศ  มุ่งไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและประโยชน์ส่วนรวม  ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง  สร้างความเข้มแข็งจากภายใน  ลดการพึ่งพาต่างประเทศแต่ยังต้องเชื่อมโยงกับประชาคมโลก  ตามหลักการของบีซีจีโมเดล    

ทั้งนี้แต่ละ  PMU จะต้องมีการคุยกันมากขึ้น ต้องเห็นภาพใหญ่ของประเทศ  ช่วยกันตั้งโจทย์ที่ชัดเจนเพื่อตอบโจทย์ประเทศ   และเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนให้เกิดงานวิจัยที่ไม่ติดกรอบกับดักแบบเดิม ๆ ไม่ติดกับข้อจำกัดเรื่องเวลา   สามารถตอบโจทย์ความยั่งยืน ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และต้องเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ   ทั้งนี้ในส่วนของการให้ทุนวิจัยไม่จำเป็นต้องเป็นมหาวิทยาลัยเท่านั้น อาจจะเป็นภาคส่วนอื่น ๆ ก็สามารถได้รับการสนับสนุนได้ รวมถึงอาจใช้รูปแบบการสนับสนุนใหม่ ๆ ที่ไม่ใช่การให้ทุนแบบเดิม ๆ ก็ได้  เช่น  การให้โจทย์แล้ว ใครทำได้ ถึงจะให้รางวัล


อย่างไรก็ดีในปีงบประมาณ 2563  กระทรวงอว. ได้มีจัดสรรงบราว 4,000 ล้านบาท สำหรับการขับเคลื่อน BCG ตลอดจนกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่อง  และเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องจำเป็นที่รัฐบาลต้องให้การสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมโดยมุ่งเน้นในสาขาที่ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นมากและส่งผลกระทบในวงกว้าง  
ทั้งนี้กระทรวง อว. ได้วางโครงการริเริ่มสำคัญที่สร้างผลกระทบสูงเพื่อให้เกิด BCG Economy อย่างเป็นรูปธรรม อาทิด้านการเกษตร  เช่น  การพัฒนาแพลตฟอร์มสมาร์ทฟาร์มแห่งชาติ พร้อมกลไกสนับสนุนแก่วิสาหกิจหรือเกษตรกรที่ต้องการทดลองใช้เทคโนโลยีสมาร์ทฟาร์ม     การขยายผลการใช้ Agri-Map  และ พัฒนาศูนย์ทดสอบเครื่องจักรกลการเกษตรให้สามารถรับรองมาตรฐานสากล   ด้านอาหาร  ริเริ่มสร้างตลาดกลางและตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าสำหรับสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพของไทยที่เชื่อมโยงกับแพลตฟอร์มการผลิตและพัฒนามาตรฐานสินค้า ตลอดจน พัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อการขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ และส่วนประกอบอาหารสุขภาพมูลค่าสูง  

ด้านสุขภาพการแพทย์  เช่น  การริเริ่มการจัดตั้งหน่วยบริหารจัดการการวิจัยทางคลินิก และ ผลักดันให้เกิดศูนย์ทดสอบยาและเวชภัณฑ์      และการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมสารสกัดสมุนไพรเพื่อผลิตเครื่องสำอาง/เวชสำอางอย่างครบวงจร   ส่วนด้านพลังงาน วัสดุ และเคมีชีวภาพ จะ มีโครงการบริหารจัดการชีวมวลและขยะชุมชนเพื่อพลังงานและลดการเผาวัสดุเหลือทิ้งจากการเกษตร  สร้างศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวภาพและริเริ่มโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์พลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพ  

สำหรับด้านท่องเที่ยวบริการและเศรษฐกิจสร้างสรรค์  จะริเริ่มการพัฒนาบุคลากรในท้องถิ่นเพื่อสามารถบริหารการท่องเที่ยวและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว การสร้างเนื้อหาข้อมูล และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น  การพัฒนาระบบบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวด้วยสารสนเทศชุมชน รวมถึงการพัฒนา National Guideline ของการประเมินความสามารถในการรองรับของพื้นที่      ด้านดิจิทัล นอกจากจะขยายผลการใช้ Agri-Map ให้ครอบคลุมสินค้าเกษตรที่หลากหลาย เป็นแพลตฟอร์มเกษตร/อาหารแห่งชาติ แล้ว ยัง ริเริ่มโครงการ National BCG Data Platform สำหรับบูรณาการข้อมูลทั้ง 4 กลุ่ม 5 ภูมิภาคและเทคโนโลยีฐาน (เศรษฐกิจหมุนเวียน) เข้าด้วยกันและมี แพลตฟอร์มทางด้านสุขภาพการแพทย์สำหรับประชากรตลอดช่วงชีวิต
 
 ส่วนด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน กระทรวงจะยกระดับโครงการต้นแบบเพื่อเป็น Thailand Circular Hub โดยมีการพัฒนาระบบนิเวศสำหรับเศรษฐกิจหมุนเวียน ในพื้นที่บางกะเจ้า จ.สมุทรปราการ และพื้นที่บ้านโป่ง จ.ราชบุรี เพื่อให้เกิดกลไกการขับเคลื่อนการลงทุนระบบจัดการและระบบแยกขยะแบบครบวงจรด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ  และเกิดการใช้ผลิตภัณฑ์บนฐานเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างแพร่หลาย โดย 34 องค์กรรัฐ-เอกชน-ท้องถิ่น-NGOs พร้อมร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงาน ตลอดจนมีการจัดตั้งศูนย์จัดการขยะมูลฝอยชุมชนด้วยเทคโนโลยีการแปรรูปขยะเป็นเชื้อเพลิง ในรูปแบบประสานพลังประชารัฐขับเคลื่อนนวัตกรรมไทย
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 49