อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 5 สิงหาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 5 สิงหาคม 2563

"บิ๊กป้อม"เร่งขับเคลื่อนกฎหมายน้ำระดับนานาชาติ

"บิ๊กป้อม"เร่งขับเคลื่อนกฎหมายน้ำระดับนานาชาติสร้างเครือข่ายความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม 2562 เวลา 16.39 น.


เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมระดับนานาชาติ ในหัวข้อ “นโยบาย กฎหมาย และกฎระเบียบ เพื่อการบริหารทรัพยากรน้ำของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” โดยมีภาคีเครือข่ายด้านน้ำ ประกอบด้วย สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ มูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วย ผู้แทนจากองค์กรด้านน้ำจากประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม เมียนมา ฟิลิปปินส์ เข้าร่วมประชุม

พล.อ. ประวิตร กล่าวว่า ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาที่เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ ไม่ว่าจะปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง หรือปัญหาคุณภาพน้ำ ที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมีความยุ่งยาก ซับซ้อน กว่าในอดีตที่ผ่านมา และด้วยปัญหาที่เพิ่มขึ้นนี้ส่งผลให้เกิดความขัดแย้ง และความเห็นต่างในการบริหารทรัพยากรน้ำ รวมถึงการบริหารจัดการที่ไม่มีการบูรณาการและขาดธรรมาภิบาล ส่งผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในภาพรวม หลักการสากลยอมรับว่าระบบกฎหมายเป็นกลไกสำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศ เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความเป็นระเบียบ ความยุติธรรม และป้องกันรักษาผลประโยชน์ของประชาชน ดังเช่น กรณีของประเทศไทย ที่รัฐบาลเล็งเห็นความสำคัญของการบูรณาการการบริหารทรัพยากรน้ำ จึงได้ออกพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารทรัพยากรน้ำของประเทศ รวมถึงการจัดตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ขึ้นเป็นหน่วยงานกำกับกลาง บูรณาการการทำงานของหน่วยงานด้านน้ำที่มีมากกว่า 40 หน่วยงานเข้าด้วยกัน

“ความร่วมมือด้านน้ำระดับนานาชาติจะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหา นโยบาย กฎหมาย ระเบียบ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำ ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และจะเป็นผลดีกับหน่วยงานของไทยที่จะสามารถนำไปต่อยอดประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานให้เกิดประโยชน์เพื่อสิทธิในการเข้าถึงน้ำของประชาชนได้อย่างเท่าเทียมกัน สอดคล้องกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี พ.ศ. 2561 – 2580 มุ่งสู่การแก้ปัญหาด้านน้ำของประเทศให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็วต่อไป” รองนายกฯกล่าว

ทั้งนี้ในวันที่ 14 ธ.ค.คณะผู้เข้าร่วมประชุมยังจะลงพื้นที่ศึกษาดูงานโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา และโครงการการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนรังสิต อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี ด้วย.


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    100%

บอกต่อ : 28