อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 26 กันยายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 26 กันยายน 2563

แนะรัฐใช้สถาบันการเงินเฉพาะกิจ ปล่อย"ซอฟท์โลน"ให้"ประชาชน"

ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ แนะรัฐบาลตั้งสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ปล่อย'ซอฟท์โลน'ให้'ประชาชน' ชี้เหลียวหลังด้วย "เกษตรวิถีใหม่" และแลหน้า ด้วย “เศรษฐกิจวิถีดิจิทัล” ฟื้นฟูประเทศหลังโควิด-19 จันทร์ที่ 1 มิถุนายน 2563 เวลา 20.08 น.


เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวอภิปรายในการประชุม เพื่อพิจารณาพระราชกำหนด 3 ฉบับ ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจล่าสุด รัฐบาลชุดปัจจุบันบริหารราชการแผ่นดินมาได้ 1 ปี แต่ต้องเผชิญความเสี่ยงจากภายนอกประเทศ 2 อย่างไล่เรียงกัน

ครั้งแรกคือแรงสั่นสะเทือนจากสงครามการค้า (Trade War) เมื่อปลายปี 2561 ทำให้เศรษฐกิจในปี 2562 ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง และแรงสั่นสะเทือนครั้งที่สองคือโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในปี 2563 ทั้ง 2 วิกฤตส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจรุนแรงผ่านช่องทางที่ต่างกัน

สงครามการค้าส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าและบริการ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของเศรษฐกิจไทย คือในปี 2562 มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 71 ของ GDP ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงเป็นลำดับ ส่วน COVID 19 ส่งผลกระทบต่อการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 52 ของ GDP และการท่องเที่ยว ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 10 ของ GDP ซ้ำเติมการชะลอตัวอยู่แล้วให้รุนแรงมากขึ้น

ทำให้เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 1 ปี 2563 หดตัวลงร้อยละ 1.8 ต่อปี เป็นการหดตัวลงครั้งแรก นับตั้งแต่มหาอุทกภัยใหญ่ในช่วงปลายปี 2554 หรือเกือบ 10 ปีก่อน และจากการประมาณการของหน่วยงานเศรษฐกิจของทุกหน่วยงาน พบว่า ทั้งปี 2563 เศรษฐกิจไทยจะหดตัวลงร้อยละ 5-6 ต่อปี นั้นหมายความว่าการหดตัวในไตรมาสที่ 1 เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของแนวโน้มการหดตัวรอบใหญ่เท่านั้นเอง 

สมาชิกวุฒิสภา กล่าวต่อไปว่า ผลกระทบดังกล่าวจะเป็นลูกโซ่ต่อรายได้ครัวเรือน การจ้างงาน การผลิตสินค้าและบริการ เครื่องชี้เศรษฐกิจในระดับจังหวัดก็เริ่มสะท้อนผลกระทบดังกล่าวแล้ว และถ้าไม่รีบหยุดการทรุดตัวของเศรษฐกิจ จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายกว่าเดิมมาก

ดังนั้น การออกพระราชกำหนดทั้ง 3 ฉบับ จึงมีความจำเป็นอย่างมาก จากสถานการณ์ข้างต้นทำให้รัฐบาลเผชิญความท้าทาย 2 ประการ ที่ต้องรีบดำเนินการ ประการที่ 1 ต้องหยุดการทรุดตัวของเศรษฐกิจให้เร็วที่สุดด้วยนโยบายการคลัง นโยบายการเงิน และนโยบายกึ่งการคลัง เช่น มาตรการเยียวยา 5,000 บาท เป็นต้น

ประการที่ 2 ต้องปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจจากภายนอกที่พึ่งพาเศรษฐกิจโลก มาเป็นการพึ่งพาเศรษฐกิจภายในมากขึ้น อันนำไปสู่การตราพระราชกำหนด 3 ฉบับ เพื่อต่อสู้และรับมือกับวิกฤตดังกล่าว ประกอบด้วย ฉบับที่ 1 พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 วงเงิน 1,000,000 ล้านบาท

ฉบับที่ 2 พระราชกำหนดกำหนดให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจาการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 ฉบับที่ 3 พระราชกำหนดการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ พ.ศ. 2563 

พ.ร.ก. ฉบับแรก เฉพาะในส่วนของการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มีวงเงิน 400,000 ล้านบาท พ.ร.ก.ในส่วนนี้ ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจภายในหรือเศรษฐกิจเชิงพื้นที่มากเป็นหลัก เพราะไม่อาจพึ่งพาเศรษฐกิจภายนอกได้มากอย่างแต่ก่อน เพราะแต่ละประเทศต่างช่วยตัวเอง ไม่อาจนำเข้าสินค้าจากการส่งออกของไทย และไม่อาจมาท่องเที่ยวในประเทศไทยได้มากอย่างที่เคยเป็นการฟื้นฟูประเทศ

หลังจากนี้ จะต้องเดินในวิถีใหม่นี้ โดยหันกลับมาให้ความสำคัญกับภาคเกษตรกรรม ซึ่งจากวิกฤติที่ผ่านมา จะเห็นว่าแรงงานจากภาคบริการ  และภาคอุตสาหกรรม หันกลับไปพึ่งพิงภาคเกษตรกรรมเป็นจำนวนมาก จึงต้องเหลียวหลัง ด้วย “เกษตรวิถีใหม่”

ทั้งนี้ เสนอให้ใช้สถาบันการศึกษาในพื้นที่มามีส่วนสำคัญในการบูรณาการเกษตรวิถีใหม่ ดำเนินมาตรการในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยการเน้นการฟื้นฟูให้กลายเป็นเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น เกษตรปลอดภัย เกษตรชีวภาพ เกษตรแปรรูป และเกษตรอัจฉริยะ

ดังนี้ 1) ให้มีการจ้างนักศึกษาจบใหม่ จากการคาดการณ์พบว่า จะมีนักศึกษาจบใหม่ประมาณ 5 - 7 แสนคน ที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงาน และต้องต่อสู้กับจำนวนแรงงานที่อาจจะถูกเลิกจ้าง ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีสูงถึง 7 ล้านคน2) ให้สถาบันการศึกษาในพื้นที่ มีบทบาทในการวิจัยและพัฒนา ค้นหาความต้องการที่แท้จริงในพื้นที่ และช่วยเสนอแนะโครงการแผนงานที่ตอบสนองความต้องการในพื้นที่นั้น ๆ

3) ให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สร้างเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ด้านนักเรียน นิสิต และนักศึกษา ที่กำลังจะจบการศึกษา มาเพื่อเป็นเครื่องมือในการติดตาม วิเคราะห์ และเสนอแนะนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการเข้าสู่ตลาดแรงงานในอนาคต วิกฤติ โควิด-19 ทำให้ยอมรับการใช้วิถีชีวิตแบบดิจิทัลเกิดมากขึ้น เช่น การทำงานที่บ้าน (Work-from-Home) หรือการเรียนรู้จากที่บ้าน (Learning-from-Home) จึงต้องแลหน้า ด้วย “วิถีดิจิทัล” 

ดร.สถิตย์ กล่าวต่อว่า นับเป็นโอกาสดีในการเร่งพัฒนาให้ดิจิทัลเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริการภาครัฐ และการทำธุรกิจง่ายขึ้น (Ease of Doing Business) ด้วยการมุ่งพัฒนารัฐบาลดิจิทัลให้กลายเป็นศูนย์กลางการสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ อย่างจริงจัง
ดังนี้a. โดยเริ่มจากการสร้างทางหลักเชื่อมโยงฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของหน่วยงานของรัฐ เพื่อเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน อาจเรียกว่า X-Road (Exchange Road) อันจะส่งผลให้บริการต่างๆที่ภาครัฐนำเสนอต่อประชาชนจะเป็นลักษณะการให้บริการแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ หรือ วันสต๊อปเซอร์วิส

ทำให้ประชาชนนิยมมาใช้บริการรัฐบาลดิจิทัลมากขึ้น เช่น การยื่นจดทะเบียนตั้งโรงงานที่อาจต้องเชื่อมโยงข้อมูลกรมการปกครองส่วนท้องถิ่น กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงแรงงาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานส่งเสริมการลงทุน กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นต้น
 
b. ส่งเสริมการทำธุรกรรมด้วยดิจิทัลไอดีหรือบัตรประชาชนอิเล็กทรอนิกส์ให้สมบูรณ์แบบมากขึ้น ซึ่งบัตรดิจิทัลไอดีหรือบัตรประชาชนอิเล็กทรอนิกส์เป็นมากกว่าแค่บัตรแสดงตัวตน แต่เป็นบัตรสำหรับใช้เข้ารับบริการต่างๆ บนรัฐบาลดิจิทัล รวมทั้งสามารถเป็น e-KYC ได้ เช่น การชำระภาษี การโอนโฉนดที่ดิน การยื่นแบบภาษีเงินได้ การรักษาพยาบาล รวมถึงการลงนามเพื่อทำธุรกรรมภาครัฐทุกหน่วยงาน 

b.i. ดิจิทัลไอดี คือโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ ที่จะเชื่อมต่อการยืนยันตัวตนจากทุกภาคส่วนเข้ามาไว้ด้วยกัน เพื่อช่วยทำให้อุปสรรคต่าง ๆ ของประเทศที่มีมายาวนาน บรรเทาเบาบางลง อาทิ ความล่าช้าในการดำเนินธุรกิจ, การปลอมแปลงเอกสาร หรือการสวมสิทธิ์ต่าง ๆ 
b.ii. ดิจิทัลไอดี ที่นำมาใช้นอกจากเลขบัตรประชาชน 13 หลัก อาจจะเป็นการสแกนลายนิ้วมือ การสแกนม่านตา เป็นต้น

c. สร้างความมั่นใจให้ประชาชนในการใช้บริการออนไลน์ของภาครัฐมากขึ้น 
c.i. ให้หน่วยงานที่กำกับดูแลพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้ดำเนินการเชิงรุก เพื่อให้ประชาชนมั่นใจความปลอดภัยของข้อมูลของตน 
c.ii. เชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันบนทางเชื่อมหลักข้อมูลขนาดใหญ่ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นในลักษณะการกระจายข้อมูลไว้ตามเซิร์ฟเวอร์ของแต่ละหน่วยงาน และสามารถเรียกข้อมูลเพื่อทำการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ตามต้องการของแต่ละบริการ เมื่อข้อมูลทั้งหมดไม่ได้ถูกรวมอยู่ที่เดียวกัน การจัดการเรื่องความปลอดภัยจึงมีประสิทธิภาพมากกว่าระบบการรวมศูนย์ข้อมูล

ดร.สถิตย์ กล่าวอีกว่า ในส่วนพระราชกำหนดกำหนดให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจาการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 พ.ร.ก. ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้ภาคธุรกิจเกิดสภาวะการขาดสภาพคล่องหรือผิดนัดชำระหนี้และอาจส่งผลกับฐานะการเงินและการทำหน้าที่ด้านสินเชื่อของสถาบันการเงิน อันอาจกระทบต่อเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจของประเทศซึ่งจะทำให้ปัญหาทวีความรุนแรงและยากต่อการแก้ไขในภายหลัง

พ.ร.ก. ฉบับนี้ กำหนดให้ ธปท. สามารถปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ให้แก่สถาบันการเงินในอัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 0.01 ต่อปี วงเงินทั้งหมด 500,000 ล้านบาท เพื่อให้แก่สถาบันการเงิน ไปปล่อยสินเชื่อใหม่เพิ่มเติมให้แก่กลุ่มผู้ประกบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

ความคืบหน้าล่าสุดที่ได้รับฟังการชี้แจงของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า สามารถปล่อยสินเชื่อได้แล้วประมาณ 58,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 12 ของวงเงินรวม ซึ่งอาจจะปล่อยได้ช้าไม่ทันกับสถานการณ์ที่ลุกลามอย่างรวดเร็ว 

"ขอเสนอให้รัฐบาลใช้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐเข้ามาช่วยทำหน้าที่ในการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เพิ่มเติมให้แก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมด้วยอีกทางหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธนาคารออมสิน ซึ่งได้มีมาตรการสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) แก่สถาบันการเงินจำนวน 55,000 ล้านบาท และได้ใช้วงเงินดังกล่าวหมดสิ้นแล้ว จึงเห็นควรเพิ่มวงเงินสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำของธนาคารออมสินเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมได้รับความช่วยเหลือกว้างขวางมากขึ้น" ดร.สถิตย์ กล่าว

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%