อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 22 กันยายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 22 กันยายน 2563

ทบ.ส่งป.ป.ช.เชือด!"3นายพล" ปม"อมเงินเบี้ยเลี้ยง-จัดอบรม"

“บิ๊กแดง”สั่งทีมโฆษกทบ.-พล.ต.บุรินทร์แจงยิบปม “หมู่อาร์ม” เปิดไทม์ไลน์ ร้องสายตรง ผบ.ทบ. กรณีทุจริต เผยผบ.ทบ.ตั้งกก.สอบพบ3นายพลเอี่ยว อมเบี้ยเลี้ยง -จัดอบรม กว่า 2 แสนบาท ส่งป.ป.ช.เชือด ฟันทั้งอาญา-วินัย พฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน 2563 เวลา 17.20 น.


เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถ.ราชดำเนิน พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) สั่งการให้พล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ ผู้อำนวยการสำนักงานกรมพระธรรมนูญทหารบก พร้อมด้วยพ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก และพ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก ร่วมกันแถลงชี้แจงถึงกรณีที่ส.อ.ณรงค์ชัย อินทรกวี เสมียนงบประมาณแผนกโครงการและงบประมาณกองแผน โครงการศูนย์ซ่อมสร้างสิ่งอุปกรณ์ กรมสรรพาวุธทหารบก (สพ.ทบ.) ร้องเรียนว่าถูกผู้บังคับบัญชาข่มขู่จนต้องหนีราชการและอาจถูกปลดออกจากราชการ หลังออกมาเปิดเผยเรื่องทุจริตภายในหน่วย

โดยพ.อ.วินธัย กล่าวว่า กองทัพบกมีนโยบายและให้ความสำคัญกับการให้ความเป็นธรรมต่อกำลังพลทุกเรื่องเดือดร้อนผ่านกลไกตามสายการบังคับบัญชา กฎระเบียบ และกฎหมาย กรณีดังกล่าวมีบางเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงและบางเหตุการณ์ถูกนำไปเชื่อมโยงจนทำให้เกิดความเข้าใจผิดในข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ

ทั้งนี้ส.อ.ณรงค์ชัย ได้ใช้ช่องทางผ่านสายตรงผบ.ทบ.ร้องขอความเป็นธรรมเรื่องการถูกลงโทษโดยไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ได้ใช้ระบบการร้องเรียนตามสายการบังคับบัญชาก่อนเข้าร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการการ (กมธ.) ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร กองทัพบกดำเนินการตรวจสอบโดยทันทีในเรื่องการทุจริตในศูนย์ซ่อมสร้างฯ

โดยมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงพบว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริง ทางผบ.ทบ.จึงมีคำสั่งให้ดำเนินการต่อไป โดยส่งเรื่องต่อไปให้ป.ป.ช. พิจารณา ซึ่งหากป.ป.ช. รับเรื่องไว้ไต่สวนและคดีมีมูล ในส่วนการวินิจฉัยจะมีผลทั้งทางคดีอาญาและทางวินัยต่อข้าราชการที่กระทำผิดต่อไป ทั้งนี้ยืนยันกองทัพบกไม่มีการปกป้องผู้ที่กระทำผิดต่อหน่วยงาน เพราะกองทัพบกก็ได้รับความเสียหายจากการทุจริตเช่นกัน

ขณะที่ พล.ต.บุรินทร์ กล่าวว่า  เรื่องที่ส่งป.ป.ช.เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเบิกเงินเบี้ยเลี้ยงเดินทาง การจัดอบรมยาเสพติดแต่ไม่ได้ดำเนินการจริงตามโครงการ ส่วนเม็ดเงินที่หายไปจะไปอยู่ที่ใครนั้น เป็นเรื่องรายละเอียดในสำนวนที่ส่งไปยังป.ป.ช.  มีความเกี่ยวพันกับนายทหารชั้นยศนายพล 3 คน และมีผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมด้วย โดยแบ่งเป็นการเบิกเบี้ยเลี้ยงเดินทาง 4 ครั้ง รวมวงเงินกว่า 1 แสนบาท และโครงการอบรมยาเสพติด 2 ครั้ง รวมกว่า 1 แสนบาท  

โดยข้อมูลที่ส.อ.ณรงค์ชัย นำมาร้องเป็นเอกสารที่นำมาจากหน่วย ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้นำมาตรวจสอบและเข้าไปหาพยาน หลักฐาน สอบรายละเอียดเป๊ะทุกหน้า พร้อมทั้งเชิญส.อ.ณรงค์ชัยมาสอบสวนเพิ่มเติมด้วย สำหรับบทลงโทษหากผลการพิจารณาของ ป.ป.ช.พบว่าผิดจริงนั้นต้องอยู่ที่ ป.ป.ช.พิจารณา  ซึ่งถ้าเป็นจริงก็เป็นคดีอาญา  และ ก็จะมีความผิดทางวินัยด้วย

พ.อ.วินธัย กล่าวอีกว่า ส่วนที่ส.อ.ณรงค์ชัยถูกดำเนินคดี เพราะขาดราชการ ไม่ใช่จากการร้องเรียน สืบเนื่องจาก ส.อ.ณรงค์ชัยมีข้อพิพาทกับผู้บังคับบัญชาเรื่องความประพฤติและกระทำผิดวินัยโดยไม่รักษาระเบียบการเคารพระหว่างผู้ใหญ่ผู้น้อย ใช้กิริยาวาจาไม่สมควรต่อผู้บังคับบัญชาตาม พ.ร.บ.วินัยทหาร มาตรา 2(5),2(7) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อช่วงเดือนก.ย.62 โดยทางหน่วยต้นสังกัดได้มีการดำเนินการตามระเบียบ ด้วยการตั้งคณะกรรมการสอบสวนและมีมติพิจารณาโทษกำหนดจำขัง 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 18-24 มี.ค. 63 แต่มีการหลบเลี่ยง นำไปสู่การหนีราชการ ตั้งแต่วันที่18 มี.ค.63  จนถึงปัจจุบัน 

ซึ่งการหนีราชการเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.วินัยทหาร ที่ทหารทุกคนจะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด หน่วยต้นสังกัดจึงได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนและดำเนินคดีในความผิดฐานหนีราชการ ทั้งในด้านวินัยและอาญา แต่ในกระบวนการทางคดีอาญา ทางศาลทหารเป็นผู้พิจารณาต่อไป  ดังนั้นจากข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงชี้ให้เห็นได้ว่า ส.อ.ณรงค์ชัยได้ถูกดำเนินคดีจากฐานความผิดเรื่องหนีราชการ  มิใช่จากการที่ไปร้องเรียนการทุจริตในหน่วยงาน

“เหตุเริ่มต้นที่เขาร้องเรื่องทุจริตคือเรื่องตั้งแต่ปี 2560 เกี่ยวกับเบี้ยเลี้ยงเดินทาง ส่วนโครงการอบรมยาเสพติดเกิดขึ้นถัดจากนั้น โดยตั้งแต่ต้นมีกรมจเรทหารบก และสำนักตรวจภายใน (สตน.) เข้าไปตรวจสอบตลอด ส.อ.ณรงค์ชัยก็พบกับหน่วยงานตรวจสอบ แต่ไม่ปรากฏเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น เขาเองก็เป็นเจ้าหน้าที่งบประมาณก็ต้องเจอกับหน่วยงานกลางเหล่านั้น ถ้าเขาจะร้องเรียนก็ทำได้เลยในตอนนั้น  แต่เขาก็มาร้องตอนนี้  และตัวเขาเองก็เซ็นต์เอกสารในการเบิกเบี้ยเลี้ยงด้วยที่เขาให้ข้อมูลกับสื่อว่าโดนบังคับ  เขาก็สามารถร้องได้ตลอดตั้งแต่ปี 2560 ด้วย” โฆษกกองทัพบก กล่าว

พ.อ.วินธัย กล่าวต่อว่า ส.อ.ณรงค์ชัยอ้างว่าถูกข่มขู่ หากมีหลักฐานองค์ประกอบหรือถูกกระทำก็สามารถแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายบ้านเมืองปกติได้ น่าจะเหมาะสมที่สุด  ในส่วนของกองทัพบกพร้อมให้ความร่วมมือในทางคดีตามความเป็นจริง  ส่วนกรณีคลิปที่ปรากฏก่อนหน้านั้นทางฝ่ายสำนักงานพระธรรมนูญกองทัพบกได้พิจารณาแล้วพบว่าเป็นการอบรม และขอขมากันในประเด็นผิดวินัยระหว่างผู้ใหญ่ผู้น้อย เมื่อเดือนก.ย.62 และในบทสนทนาไม่ใช่เรื่องคดีเรื่องการทุจริตแต่อย่างใด รวมถึงไม่มีลักษณะการขู่อาฆาตแต่อย่างใด 

อย่างไรก็ตามผบ.ทบ. ไม่ได้มีการสั่งการให้มีการดำเนินคดีต่อส.อ.ณรงค์ชัย แต่เป็นการดำเนินการตามสายการบังคับบัญชาของหน่วยต้นสังกัด ส่วนที่บางบุคคลเข้าใจว่าผบ.ทบ. ทราบเรื่องข่าวการทุจริตแล้ว แต่ยังสั่งให้มีการดำเนินคดีกับส.อ.ณรงค์ชัย ฐานหนีราชการ  ทั้งที่ เป็นคนนำเรื่องมาเปิดเผยให้กองทัพบกนั้น ความเข้าใจดังกล่าวอาจอยู่บนพื้นฐานของการมีข้อมูลไม่ครบถ้วนในข้อเท็จจริง เพราะผบ.ทบ. ไม่ได้มีการสั่งการเกี่ยวกับการดำเนินคดีต่อกำลังพลดังกล่าว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการดำเนินการตามสายการบังคับบัญชาของหน่วยต้นสังกัด.



 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    21%
  • ไม่เห็นด้วย
    79%