อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 14 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 14 กรกฎาคม 2563

'กรณ์'เข้ารับหนังสือรับรอง'พรรคกล้า' ชูนโยบายปฏิบัตินิยม

“กรณ์”นำทีมเข้ารับหนังสือรับรองตั้ง “พรรคกล้า” ชูนโยบายปฏิบัตินิยม-เน้นลงมือทำ พร้อมตั้งสาขาพรรคครบทุกภาคภายใน 1 เดือน ขณะที่เมินตอบปมปรับทีมเศรษฐกิจรัฐบาล ชี้ต้องพึงคนรู้จริง-นโยบายเร็วแรงเข้าถึงรากหญ้า แนะรัฐบาลใช้งบแก้โควิด-19 อย่างชาญฉลาด อังคารที่ 30 มิถุนายน 2563 เวลา 12.46 น.


เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.  ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายกรณ์ จาติกวนิช หัวหน้าพรรคกล้า พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรค เดินทางเข้ารับหนังสือรับรองการจดตั้งพรรคจาก พ.ต.อ.จรุงวิทย์  ภุมมา เลขาธิการ กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง  โดย พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ได้แสดงความยินดี พร้อมกับขอให้พรรคปฏิบัติตามข้อบังคับพรรค และกฎหมายโดยทางสำนักงาน กกต.ยินดีให้คำปรึกษาในทุกเรื่อง เพื่อที่จะได้ให้พรรคกล้าเป็นสถาบันการเมือง

โดยนายกรณ์ กล่าวถึงแนวทางการทำงานของพรรคกล้า ว่า พรรคกล้าจะเป็นพรรคของคนดี มีจิตอิสระ พร้อมรับใช้บ้านเมือง ยึดหลักปฏิบัตินิยม เราตั้งใจทำการเมืองอย่างตรงไปตรงมา อะไรไม่ดีพร้อมเสนอแนะแนวทางที่ดีกว่า จะทำการเมืองโดยจะเอาทั้งโจทย์และปัญหาของบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง โดยแบ่งการทำงานเป็น 5 สาย โดยสายแรกคือเศรษฐกิจ เน้นตอบโจทย์ปัญหาเศรษฐกิจระดับปัจเจก SME และเศรษฐกิจโดยร่วม 2 .สายการเกษตร ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีอนาคตมาก แต่ปัญหาคือเกษตรกรยังยากจนอยู่ ซึ่งพรรคกล้าที่ความตั้งใจให้ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 3.การศึกษา เรามีนโยบายการศึกษาที่จะผลิตบุคลากรที่เหมาะสมกับความต้องการของประเทศ 

 4 .คุณภาพชีวิต มองถึงคนที่อยู่ในเมืองและประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มมากยิ่งขึ้น และ5.เศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยการใช้ทุนเดิมของประเทศในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ สร้างอาชีพให้กับคนไทยในรุ่นต่อๆไป

ทั้งนี้เรายึดหลักปฏิบัตินิยม เน้นในเรื่องการลงมือทำ โดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นเป้าหมายหลักในการทำงานของเรา  ซึ่งเราเป็นพรรคใหม่อยู่ในจุดเริ่มต้น จึงขอเชิญชวนทุกคนที่มีอุดมการณ์เหมือนกับเรา คืออยากเห็นประเทศไทยมีความทันสมัย มั่งคั่ง มีชีวิตความเป็นอยู่ที่เป็นสุขมาทำงานร่วมกับเรา ทั้งในฐานะให้กำลังใจ เป็นสมาชิก หรือผู้ร่วมงาน เราตั้งใจจะให้ประเทศไม่ล้าหลังในทุกด้าน ที่เป็นอุปสรรคการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศ ขอบคุณกกต.ที่พิจารณาเรื่องของเราให้เสร็จในเวลาอันสมควร วันนี้เราพร้อมเดินหน้า เพื่อเชิญชวนพี่น้องชาวไทยช่วยกันพัฒนาเพื่อให้การเมืองไทยเป็นไปอย่างที่คาดหวัง
                    
นายกรณ์ ยังกล่าวอีกว่า ทั้งนี้พรรคกล้าพร้อมเป็นพันธมิตรกับทุกพรรคการเมือง ซึ่งเห็นว่าการเมืองไม่ควรแบ่งพรรคแบ่งพวกและให้ความร่วมมือกับทุกฝ่ายเพื่อเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง อย่างไรก็ตามพรรคกล้าเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้ง โดยภายใน 1 เดือนจะมีสาขาพรรคครบทุกภาคตามที่กฎหมายกำหนด และในเวลา 6 เดือนเราจะมีตัวแทนพรรคครบ 350 เขตเลือกตั้งทั่วประเทศ เพื่อเป็นทางเลือกหลักของประชาชนไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นเมื่อใดก็ตาม



นายกรณ์ ยังกล่าวถึงการปรับครม.ซึ่งมีการตั้งนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลว่า ปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัญหาสำคัญ เพราะประเทศไทยเข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจ ทีมเศรษฐกิจมีหน้าที่เร่งแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะปัญหาของผู้ประกอบการ  SME  รายย่อย ที่กำลังรอความช่วยเหลืออยู่ เพราะคนในประเทศไม่มีกำลังซื้อ นักท่องเที่ยวไม่มีใครเข้ามา โดยหวังว่าใครก็ตามที่เข้ามามีหน้าที่ดูแลปัญหาของเศรษฐกิจ จะมีนโยบายจอบโจทย์ ซึ่งตนขอให้กำลังใจ ส่วนเรื่องของตัวบุคคลตนไม่ขอให้ความเห็น เพราะตนไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว ส่วนการปรับครม.ในตอนนี้มีความเหมาะสมหรือไม่นั้น เป็นเรื่องของรัฐบาล เป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี ที่จะต้องพิจารณาตามความเหมาะสม จะอย่างไรก็ได้ขอให้ตอบโจทย์ปัญหาของประเทศ และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน ยอมรับว่าประชาชนเดือดร้อนทั้งรากหญ้า และชนชั้นกลาง เพราะฉะนั้นนโยบายจะเร็วและแรงตรงต่อกลุ่มเป้าหมาย อะไรที่ดีเราก็ชม อะไรที่บกพร่องเราก็จะเสนอแนะวิธีการที่อาจจะดีกว่าในการแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด

เมื่อถามว่าการยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่แบบสิงคโปร์โมเดล จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นหรือไม่นั้น นายกรณ์ กล่าวว่า เศรษฐกิจจะดีขึ้นหรือไม่ขึ้นอยู่กับการทำงาน และขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจที่สำคัญคือต้องพึ่งคนที่รู้จริง ส่วนความเห็นของการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้น เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องชี้แจงว่าทำไมถึงต้องอาศัยพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ประชาชนจะต้องใช้วิจารณญาณว่าการชี้แจงขอรัฐบาลเหมาะสมหรือไม่ อย่างำรก็ตามมองว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่ควรใช้ในกรณีที่ไม่จำเป็น ส่วนการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจหรือไม่นั้น ตนมองว่ามีปัจจัยอื่นที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโควิด-19 ที่ส่งผลทำให้การค้าขายไม่คล่องตัว การท่องเที่ยวหยุดชะงัก ดังนั้นโควิด-19 จึงถือเป็นปัจจัยใหญ่ที่สุด

นายกรณ์ ยังกล่าวถึงการใช้งบประมาณในการแก้ไขปัญหาว่า ตอนนี้เรามีอยู่ 3 งบประมาณในการแก้ปัญหาจากโควิด-19 คือ งบประมาณปี 2563 งบเงินกู้ และงบประมาณปี 2564 โดยทั้งหมดจะต้องใช้อย่างชาญฉลาดทันต่อเหตุการณ์ แต่เท่าที่เห็นเราพึ่งพาระบบราชการแบบเดิมๆมากเกินไป ซึ่งควรจะทำงานตอบโจทย์ของประชาชน เพราะโลกมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งรัฐบาลยังมีเวลาคิดให้ดีว่าการใช้เงินในทุกนโยบายเป็นการใช้ที่ตอบโจทย์ปัญหาประชาชนมากที่สุดแล้วหรือไม่และควรตั้งคำถามว่ามีวิธีใช้เงินที่ดีกว่านี้แล้วหรือไม่และใช้เงินได้ตรงจุดกว่านี้หรือไม่  ทั้งนี้หวังว่ารัฐบาลจะรับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อเรื่องการใช้เงินทั้งเงินงบประมาณและเงินกู้.
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    100%

บอกต่อ : 6