อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 22 กันยายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 22 กันยายน 2563

กรมชลฯ สั่งคุมเข้มระดับน้ำปิงตอนบนผ่านเมืองเชียงใหม่

อธิบดีกรมชลฯสั่งคุมเข้มระดับน้ำแม่น้ำปิงตอนบน จ.เชียงใหม่ ป้องกันกระทบพื้นที่ลุ่มต่ำชุมชน เร่งดันน้ำส่วนเกินลงสู่เขื่อนภูมิพลโดยเร็ว “ทองเปลว เตรียมดันน้ำเหนือท้ายเขื่อนสิริกิติ์ ลงสู่แม่น้ำน่าน อีก4-5วันถึงเขื่อนเจ้าพระยาผันเข้าระบบชลประทาน ช่วยชาวนาเพาะปลูกข้าว8จว.ลุ่มเจ้าพระยา” พุธที่ 5 สิงหาคม 2563 เวลา 12.00 น.

เมื่อวันที่ 5 ส.ค.นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากอิทธิพลของพายุ ซินลากู ส่งผลกระทบในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ช่วงระหว่างวันที่ 2-3 ส.ค. ที่ผ่านมา ทำให้เกิดฝนตกหนักทั่วทั้ง 25 อำเภอของจ.เชียงใหม่ ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำปิงเพิ่มสูงขึ้น โดยเมื่อวันที่ 4 ส.ค. ที่สถานีวัดน้ำ P. 103 บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำปิงถนนวงแหวนรอบ 3 ทิศเหนือของตัวเมืองเชียงใหม่ มีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 145 ลบ.ม.ต่อวินาที จึงได้สั่งการให้โครงการชลประทานเชียงใหม่ กำชับให้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลประตูระบายน้ำทุกแห่งควบคุมน้ำในเขตเมืองเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งในส่วนของประตูระบายน้ำท่าวังตาลได้มีการพร่องน้ำบริเวณด้านเหนือ เพื่อเตรียมพร้อมรองรับปริมาณน้ำจากทางตอนบนไว้แล้ว

ทั้งนี้ จากการรายงานสถานการณ์น้ำของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ สำนักงานชลประทานที่ 1 (SWOC1) จ.เชียงใหม่ ขณะนี้ได้ทำการพร่องน้ำบริเวณประตูระบายน้ำท่าวังตาล ให้อยู่ที่ระดับ +300.8 ม.รทก. ซึ่งจะสามารถรับน้ำที่ไหลมาจากทางด้านเหนือได้อีกประมาณ 1 ล้าน ลบ.ม นอกจากนั้น ยังได้เพิ่มการระบายด้านท้ายน้ำ 81 ลบ.ม. ต่อวินาที เพื่อรักษาระดับน้ำในแม่น้ำปิง ช่วงที่ไหลผ่านเขตเมืองเชียงใหม่ ไม่ให้สูงมากจนเกิน 445 ลบ.ม. ต่อวินาที อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำในแม่น้ำปิงตอนเหนือของเมืองเชียงใหม่ ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและจะไหลลงมาเติมเพิ่มมากขึ้น แต่ยังอยู่ในอัตราที่สามารถควบคุมได้



นอกจากนี้ โครงการชลประทานเชียงใหม่ ยังได้เพิ่มการระบายน้ำของประตูระบายน้ำที่อยู่ด้านท้ายประตูระบายน้ำท่าวังตาลลงไป ได้แก่ ประตูระบายน้ำดอยน้อย และประตูระบายน้ำแม่สอย เพื่อให้ปริมาณน้ำส่วนเกินไหลลงสู่เขื่อนภูมิพลได้เร็วขึ้น ทั้งนี้ ปริมาณน้ำเหนือที่ไหลเข้ามาเติมในพื้นที่เมืองเชียงใหม่อย่างต่อเนื่อง กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเฝ้าระวังและบริหารจัดการน้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำต่างๆ ทั้ง 2 ฝั่งแม่น้ำปิงได้


นายทองเปลว กล่าวอีกว่า นอกจากนั้นอิทธิพลของพายุซินลากูยังส่งผลให้มีฝนตกหนักทางภาคเหนือ ทำให้มีปริมาณน้ำท่าในแม่น้ำน่าน และไหลเข้าเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์เพิ่มมากขึ้น ส่วนปริมาณน้ำทางด้านท้ายเขื่อนสิริกิติ์ที่ไหลลงยังแม่น้ำน่าน ขณะนี้ปริมาณน้ำดังกล่าวจะไหลผ่านจ.พิษณุโลก พิจิตร และนครสวรรค์ตามลำดับ ก่อนจะมุ่งหน้าสู่เขื่อนเจ้าพระยา ที่จ.ชัยนาท



“ได้สั่งการให้ สำนักงานชลประทานที่ 10 , 11 และ 12 บริหารจัดการน้ำโดยใช้เขื่อนเจ้าพระยา ทำการทดน้ำบริเวณเหนือเขื่อนให้มีระดับสูงขึ้น เพื่อให้ประตูระบายน้ำมโนรมย์ สามารถรับน้ำส่งเข้าคลองชัยนาท-ป่าสัก ซึ่งมีความยาวประมาณ 132 กม. สำหรับส่งน้ำให้กับพื้นที่เพาะปลูกข้าวของเกษตรกร โดยมีพื้นที่นาข้าวที่รับน้ำจากคลองชัยนาท-ป่าสัก ประมาณ 2 ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 8 จังหวัด ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ประกอบด้วย จ.ชัยนาท อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ ลพบุรี สิงห์บุรี สระบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี “นายทองเปลว กล่าว.

ทั้งนี้ คาดว่าปริมาณน้ำเหนือจากทางตอนบนจะใช้เวลาประมาณ 4-5 วัน เดินทางถึงยังเขื่อนเจ้าพระยา นับเป็นการบริหารจัดการน้ำน้ำท่าจากแหล่งน้ำธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกร กรมชลประทาน ขอให้พี่น้องเกษตรกร ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด หรือติดต่อสอบถามข้อมูลสถานการณ์น้ำได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือที่ทำการกลุ่มผู้ใช้น้ำ ตลอดจนอาสาสมัครชลประทานทุกแห่ง.
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%