อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 22 กันยายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 22 กันยายน 2563

"นักวิชาการ" ชี้ม็อบ 19 กันยาเปลี่ยนกติกา ไม่ใช่ไล่ผู้นำ

“นิสิตจุฬาฯ” อัดรัฐประหารปี 49 จุดเริ่มต้นหายนะการเมืองไทย เปรียบเป็นโรคร้ายเรื้อรัง ต้องรักษาต้นตอ ขณะที่ “นักวิชาการ” ชี้ม็อบ 19 กันยาเปลี่ยนกติกา ไม่ใช่ไล่ผู้นำ พุธที่ 16 กันยายน 2563 เวลา 16.25 น.


เมื่อวันที่ 16 ก.ย. ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  คณะรัฐศาสตร์จัดเสวนาในวาระครบรอบ 14 ปี ในหัวข้อ “รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 กับการเมืองไทยร่วมสมัย”  โดยน.ส.ญาณิศา วรารักษพงศ์  นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า  เรารู้สึกว่ารัฐประหารเป็นเหมือนอาการของโรคร้ายแรง ที่เรื้อรังโรคหนึ่งที่มีมานาน แต่อาการนี้เกิดขึ้นจนเราชินชา และมองว่าเป็นเรื่องปกติ  และไม่รู้เลยว่าเป็นสิ่งที่ผิดปกติ   และมาจนถึงจุดหนึ่งการเข้าถึงเทคโนโลยีทำให้เราฟังเสียงจากด้านนอก ตรงนี้เป็นสิ่งที่คอยกระตุ้นเราเรื่อยๆ จนเกิดการเคลื่อนไหวในระดับมหาวิทยาลัยและในระดับมัธยม  พวกเราคิดว่าเป็นจุดที่เราต้องค่อยๆรักษาโรคร้ายแห่งการไม่เป็นประชาธิปไตย  รวมถึงโลกแห่งคนที่ไม่เท่าเทียมกัน  ซึ่งขบวนการนักศึกษาที่เคลื่อนไหวในช่วงนี้เราไม่ได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อต้องการเปลี่ยนผู้เล่นในเกม แต่เราต้องการเปลี่ยนเกม ดังจะเห็นได้จาก 3 ข้อเรียกร้องของเยาวชนปลดแอก ตรงนี้ คือ ความพยายามเปิดทางและหาวิธีเพื่อเปลี่ยนเกม และรักษาตัวโรค ไม่ใช่แค่รักษาอาการ

ด้านนายพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์  อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง กล่าวว่า  รัฐประหารเหมือนการกลับไปสู่วันเด็กแห่งชาติ  ตนไม่แน่ใจเด็กสมัยนี้ต้องการมีวันเด็กแห่งชาติอีกหรือไม่  เพราะบทเรียนรัฐประหารเป็นไปไม่ง่าย เหมือนทุกวันนี้ เพราะประเทศห่างหายไปจากการทำรัฐประหาร 10 กว่าปี  จนเกิดความขัดแย้งร้าวลึกมาโดยตลอด มีน้อยคนที่จะปฏิเสธว่าผลพวงทำรัฐประหาร และเงื่อนไขมันหายไปจากสังคมไทย  ซึ่งตนไม่เชื่อคำอธิบายที่บอกว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นวันนี้ไม่เกี่ยวข้อง  เป็นแค่วาทกรรมการเมือง  ซึ่งการทำรัฐประหารในปี 57 เป็นฝันร้ายก็จริง  แต่ไม่ได้ทำเพื่อเป็นเผด็จการ เพราะมีเงื่อนไขชัดเจนว่าจะต้องร่างรัฐธรรมนูญและจะอยู่ไม่นาน  แต่ตอนนี้ไม่ใช่อยู่ยาว  อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องระวังม็อบในวันที่ 19 ก.ย ไม่ใช่ม็อบไล่ผู้นำ แต่เป็นม็อบที่ต้องการเปลี่ยนกติกา  ที่ไม่ให้ผู้นำแบบนี้เข้ามาอีก จึงทำให้เขากังวลตรงนี้

ขณะที่นายสุรชาติ บำรุงสุข  อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและผู้เชี่ยวชาญด้านทหารกับการเมือง กล่าวว่า รัฐประหารคือความพ่ายแพ้ของกลุ่มเก่า และปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐประหารในปี 49 เป็นการเปลี่ยนการเมืองไทยครั้งใหญ่ และถือเป็นจุดเริ่มต้นหายนะการเมืองไทย  ที่ทิ้งปัญหาและผลพวงชุดใหญ่ ดังนั้นสิ่งที่เราเริ่มจะเห็นวันนี้ คือ ม็อบขาสั้น คอซอง ของเยาวชน  ส่วนอีกม็อบ คือ ขายาวกระโปรงบาน  เราเห็นม็อบนักเรียน นักศึกษาฟื้นตัวขึ้นมา ซึ่งกำลังจะเปลี่ยนภูมิทัศน์การเมืองไทย ในช่วงที่บริบทการเมืองไทยกำลังถูกท้าทายจากการระบาดโควิด และโควิดเหมือนระฆังช่วยรัฐบาลให้อยู่ต่อ แต่ใครบริหารประเทศในยุคโควิดเป็นเหมือนทุกขลาภ  และมีเวลาตัดสินใจที่จะลาออกได้ภายใต้เงื่อนไขทุกขลาภ  ตนสงสัยว่ารัฐบาล 3 ป. ที่เราพูดกัน แต่ตนอยากเรียกว่า รัฐบาล 3 ปู่ คือ ปู่ป้อม ปู่ตู่ และปู่ป็อก  ที่เติบโตโดยเครื่องมือเก่า แต่ในปัจจุบันเป็นยุคเครื่องมือใหม่   คือการสู่ระหว่างพลังเก่า กับพลังใหม่ และการต่อสู้ทิ้งคำถามใหญ่  ที่ว่าทำอย่างไรการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย จะไม่มีความรุนแรง  ทั้งนี้ หากในอนาคตถ้าการเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นจริง จะออกแบบรัฐธรรมนูญการเมืองใหม่อย่างไร เพราะรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบัน ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อพวกเรา  ถ้าไม่ล้างอิทธิพลระบอบเดิม จะไม่มีประโยชน์ จึงเกิดคำถามว่าจะทำอย่างไรให้กลไกการเมืองในอนาคตตอบสนองความต้องการของประชาชน.
 
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    57%
  • ไม่เห็นด้วย
    43%