อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 19 กันยายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 19 กันยายน 2562

โวยถูกตร.ขี่จยย.ไล่ชน-ตบหน้า คู่กรณีโต้'ซิ่งหนีต้องจับ'!

ครูสาวโวยลั่นถูกตำรวจขี่บิ๊กไบค์ไล่ชนจนล้มคว่ำ ไม่หนำใจพุ่งเข้ามาตบหน้า-บีบคอ จะจับข้อหาไม่ใส่หมวกกันน็อก ไม่พกใบขับขี่ ด้านตำรวจคู่กรณีโต้ไม่จริงแต่ถูกหญิงสาวทำร้ายก่อน จนต้องป้องกันตัว จันทร์ที่ 26 สิงหาคม 2562 เวลา 07.20 น.

เมื่อวันที่ 26 ส.ค. เพจเฟซบุ๊ก “บุรุษชุดดำดูแลงานศพ” ได้โพสต์ข้อความ พร้อมคลิปภาพเหตุการณ์ จำนวน 3 คลิป โดยระบุว่า “เมื่อเวลาบ่าย  2 ของวันที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมา ขับรถผ่านใต้สะพานเดชา แล้วเห็นตำรวจยืนทะเลาะกับผู้หญิงคนหนึ่ง ทำท่าจะล็อกกุญแจมือใครรู้บ้างครับว่าเหตุอะไร” โดยจากการตรวจสอบภายในคลิปทั้ง 3 คลิปจะเห็นหญิงสาวรายหนึ่งกำลังมีปากเสียงและโต้เถียงอย่างดุเดือดกับตำรวจจราจร อยู่บริเวณริมถนนใต้สะพานเดชาติวงศ์อ.เมือง จ.นครสวรรค์  ต่อมามีผู้ใช้ชื่อเฟซบุ๊กคนหนึ่ง เข้ามาโพสต์ข้อความพร้อมตอบเรื่องราวที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ หญิงสาวคนดังกล่าว เป็นอาจารย์สอนอยู่ที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในเขต อ.เมืองนครสวรรค์ อายุ 29 ปี โดยเธอเล่าว่า  สิ่งที่โพสต์เล่าเรื่องราวผ่านเฟซบุ๊กในกลุ่มข่าวสาธารณะ จ.นครสวรรค์ เป็นความจริงทั้งหมด ซึ่งในวันนั้นกำลังขี่จยย.เดินทางไปเรียนที่มหาลัยราชภัฏนครสวรรค์ แต่ตนไม่ได้สวมหมวกกันน็อก และไม่ได้พกใบขับขี่มา จึงทำให้ถูกตำรวจจราจรเรียกจับที่บริเวณสี่แยกเดชาติวงศ์ ซึ่งก็ยอมรับว่าผิดแต่ตนก็พยายามต่อรอง โดยขอให้ยึดบัตรประชาชนของตนเอาไว้แล้ว จะรีบขี่รถไปกดเงินที่ตู้เอทีเอ็มมาจ่ายค่าปรับให้ แต่ตำรวจก็ยังไม่ยินยอมและพยายามจะยึดรถตนให้ได้ พร้อมกับระบุต้องมาเสียค่าปรับ จำนวน 400 บาทกับเขาเท่านั้น จึงจะรับรถคืนไปได้ ซึ่งผลสุดท้าย ก็เกิดการโต้เถียงกัน

"ยอมรับว่า ช่วงเวลานั้นทำให้อารมณ์เสีย เพราะกำลังจะรีบไปเรียน อีกทั้งเมื่อร้องขอให้ออกใบสั่งแล้ว จะไปเสียค่าปรับในภายหลังตำรวจนายนั้นก็ยังไม่ยอมอีก จึงทำให้ตัดสินใจขี่รถออกมา เพราะมองว่าได้ให้บัตรประชาชนไปแล้ว และไม่ได้มีเจตนาจะหนี เพียงแค่จะรีบไปกดเงินมาจ่ายค่าปรับให้ แล้วจะรีบไปเรียนเท่านั้น แต่ปรากฏว่าในช่วงที่ขี่ออกมา เป็นจังหวะเดียวกันกับตำรวจพยายามกระชากดิฉัน จึงทำให้รถไปเกี่ยวตัวตำรวจจนล้มลง จนเกิดการขับรถไล่ตามกันเกิดขึ้น" หญิงสาวผู้เสียหาย กล่าว



อาจารย์สาวผู้เสียหาย กล่าวอีกว่า ในช่วงที่ขับขี่ไล่ตามกันโดยเริ่มตั้งแต่บริเวณสี่แยกไปจนถึงใต้สะพานเดชาติวงศ์ ตนจึงได้จอดรถรอริมทางเพื่อจะพูดคุยอธิบายให้เข้าใจอีกรอบ แต่ปรากฏว่าตำรวจนายนั้น ซึ่งขี่บิ๊กไบค์ตามมาได้พุ่งมาชนกลางรถตนอย่างจัง จนรถตนล้มคว่ำทับร่าง หนำซ้ำยังเร่งเครื่องใช้ล้อหน้ารถเกยรถขึ้นมาเหยียบทับซ้ำด้วย และเมื่อตนลุกขึ้นออกมาจากรถได้ ก็กลับถูกตำรวจนายนี้บีบคอบีบหน้า และพยายามจะตบตนอีก ทั้งที่ตนก็พยายามจะอธิบายว่าเจตนาไม่ได้หลบหนี เพียงแค่จะไปกดเงินกลับมาจ่ายค่าปรับให้ ซึ่งขณะนั้นก็มีชาวบ้านรายหนึ่งที่เห็นเหตุการณ์ เข้ามาช่วย พร้อมกับถ่ายคลิปเอาไว้ก่อนจะมีการนำไปโพสต์บนเฟซบุ๊ก ในกลุ่มข่าวสาธารณะดังกล่าว ตนได้ไปแจ้งความไว้ที่ สภ.เมืองนครสวรรค์ ขณะที่ตำรวจรายนี้ยังไปแจ้งความเอาไว้ก่อนแล้วว่าเราไปทำร้ายร่างกายเขา



ต่อมา ร.ต.อ.ชาญศึก โฆษิตอนันต์ รอง สว.จร. สภ.เมืองนครสวรรค์ ตำรวจที่ขี่บิ๊กไบค์ไล่ชนหญิงสาว กล่าวชี้แจงว่า วันนั้นขณะที่กำลังปฏิบัติงานอำนวยการจราจรบริเวณสี่แยกเดชาติวงศ์ ก็พบเห็นหญิงสาวคู่กรณีขี่จยย.ฮอนด้า สีขาว ทะเบียน 1 กข 3834 นครสวรรค์ มาจอดรถติดสัญญาณไฟในสภาพไม่สวมหมวกกันน็อก จึงได้เรียกตรวจก่อนจะทำการจับปรับในข้อหาไม่สวมหมวกกันน็อกและไม่พกพาใบขับขี่ ซึ่งตนปฏิบัติงานด้านจราจรมานานหลายปี ตนจะไม่อนุญาตให้คนที่ขับขี่รถแล้วไม่พกใบขับขี่กลับไปขับขี่รถบนท้องถนนต่ออย่างเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นก็จะถูกข้อครหาว่าละเว้นขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่ จึงตัดสินใจจะขอยึดรถไว้ โดยบอกให้หญิงสาวกลับไปเอาใบขับขี่มาแสดงพร้อมกับเสียค่าปรับ แต่ระหว่างกำลังเขียนใบสั่งอยู่นั้น หญิงสาวกลับรีบออกรถไปอย่างรวดเร็วทำให้ตนโดนชนล้มกางเกงขาด ขาถลอก แถมยังลากรถผมไปกับถนนอีก 3-4 เมตรด้วย

"ผมเห็นว่าลักษณะนี้คือการทำร้ายในระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ จึงไปเอาจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ขี่ไล่ตามจนเกิดการชนกัน เนื่องจากขณะกำลังขี่ไล่ตามกันอยู่นั้น เป็นช่วงจังหวะที่ใช้ความเร็วและทางก็เป็นทางโค้งด้วย ช่วงที่ผมกำลังเขียนใบสั่ง เห็นน้องผู้หญิงพูดคุยโทรศัพท์มือถือต่อว่าใครอยู่ตลอด น่าจะอารมณ์เสียมากๆ แต่ผมก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร ก็เขียนใบสั่งต่อจนเกิดเหตุการณ์ขับขี่รถไล่ตามสกัดจนเกิดการชนกัน ผมยืนยันเลยว่า หลังจากที่เกิดการชนกันแล้วพยายามยกมือกันตัวเองตลอด เพราะน้องผู้หญิงพยายามผลักผมและต่อว่าด่าทอผมตลอดเวลา ผมจึงต้องยกมือป้องกันตัวเอง ไม่ใช่เป็นการไปทำร้ายเขาแต่อย่างใด” ร.ต.อ.ชาญศึก กล่าว

ขอบคุณภาพและคลิปจากเพจ Weeraya Jub

ชมคลิป

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    33%
  • ไม่เห็นด้วย
    67%

บอกต่อ : 25