อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 21 กันยายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 21 กันยายน 2563

เปิดใจสาวโรงงานช้ำรัก หอบเงินก้อนสุดท้ายซบบ้านเกิด

มาสองแต่กลับคนเดียว..เปิดใจสาวโรงงานช้ำรักแฟนติดการพนันจนถูกยึดรถและแยกทางกัน แถมตกงานเจอพิษโควิดซ้ำ หอบเงินก้อนสุดท้ายขอกลับบ้านเกิด หวังเติมพลังใจตั้งต้นกลับมาสู้ใหม่ อังคารที่ 11 สิงหาคม 2563 เวลา 07.20 น.


จากกรณีที่โลกออนไลน์ได้แชร์เรื่องราวจากผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ที่เป็นสาวโรงงานอยู่ที่บ่อวิน ได้ออกมาโพสต์ข้อความว่า โควิดเป็นเหตุทำให้โรงงานหยุดยาวๆ ไม่มีกำหนดเปิด จนต้องตกงาน โดยระบุข้อความว่า “อยู่มา4ปีมีรถยนต์หนึ่งคัน แต่สุดท้ายเป็นของคนอื่น เพราะผีพนันทำให้เหลือแต่ตัว มาสองแต่กลับคนเดียวกลับไปเอากำลังใจ ขอบคุณมิตรภาพเหมือนบ้านหลังที่สอง ขอบคุณประสบการณ์ในหลายๆอย่างทำให้เข้มแข็งมากขึ้น สุดท้ายก็ทำให้รู้ไม่มีที่ไหนอยู่แล้วสบายใจเหมือนบ้านเรา คนอยู่ก็สู้ต่อไปค่ะ ปลายทางหนองบัวลำภู” ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น



ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 11 ส.ค. เจ้าของเฟซบุ๊กดังกล่าวได้เปิดใจกับผู้สื่อข่าว “เดลินิวส์ออนไลน์” ว่า “โรงงานที่ทำเป็นโรงงานเปิดใหม่ เครื่องจักรส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศ แล้วต้องให้เจ้าของมาเดินเครื่องเองถึงจะทำงานได้ แต่พอโควิดมาเข้าไทยทำอะรไม่ได้เลย ต้องหยุดก่อน ทำงานได้ 1เดือน อีกเดือนต่อมาจ่าย75% ทางบริษัทก็บอกให้หางานทำรอแต่งานหายากมากค่ะ มีแค่จ๊อบสั้นๆ ส่วนมากก็รับแต่ผู้ชาย



ปัญหาหลักๆ ที่เจอก็คือเรื่องรายได้ งานก็หายากมาก ค่าห้องก็ต้องจ่ายทุกเดือน แล้วยังมามีปัญหากับแฟนเรื่องเงินด้วย เลยตัดสินใจถอยกลับมาตั้งหลักก่อน เลือกเอาเงินก้อนสุดท้ายเป็นค่ารถกลับมาพักที่บ้าน อย่างน้อยข้าวก็ไม่ต้องซื้อกิน แต่ตอนนี้ก็รูสึกโอเคขึ้นมาบ้างแล้ว กลับมาบ้านครั้งนี้ก็คงจะช่วยทางบ้านทำปลาแห้งขายไปก่อน เอาใว้พอมีทุนมีแรงใจจะกลับไปสู้ใหม่”



ผู้ใช้เฟซบุ๊กดังกล่าวได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “ฝากถึงคนใช้แรงงานทุกคน ถ้าตอนนี้ยังพอมีงานทำก็ขอให้ตั้งใจทำงาน คิดเสียว่าดีกว่าตกงาน และถ้าใครที่ยังไม่ได้งานก็ขอให้สู้ๆ หางานให้ได้เร็วๆ แต่ถ้าวันไหนไม่ไหวจริง บ้านคือที่ที่จะทำให้มีแรงใจมากขึ้น กลับไปเอากำลังใจแล้วกลับมาสู้ใหม่ กับข้าวที่ว่าหรูว่าแพงสุดท้ายก็สู้แกงบ้าน ๆของแม่เราไม่ได้ ต่อให้มีเป็นล้านก็ซื้อความสุขเหมือนที่บ้านเราไม่ได้”..

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    74%
  • ไม่เห็นด้วย
    26%

บอกต่อ : 182