อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2563

'น้องอาร์ม'กังวล!ถูกสั่งห้ามขายนมเปรี้ยว ให้กลับไปเรียนต่อ

นานาจิตตัง "น้องอาร์ม" หนูน้อยวัย 13 ปีนมเปรี้ยวสู้ชีวิต เอาเงินไปดูแลยายและน้องพิการ ถูกทางจังหวัดสั่งห้ามขายอีกแล้ว และให้กลับไปเรียนหนังสือต่อ อังคารที่ 22 กันยายน 2563 เวลา 19.59 น.


กรณีเกิดกระแสข่าวหนุ่มน้อยวัย 13 ปี ที่มีน้องชายเป็นผู้พิการจนต้องขอลาออกจากโรงเรียน ขณะกำลังเรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ 6 เพื่อออกมาทำงานรับจ้างเป็นพนักงานขายนมเปรี้ยวยี่ห้อดัง ในการหาเงินช่วยเลี้ยงดูน้องที่พิการจนชาวเน็ตหลายรายต่างพากันสงสาร และพร้อมที่จะช่วยกันบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือ แต่ก็ยังมีกระแสอีกบางส่วน เกิดความดราม่าพาเชื่อมโยงไปถึงเรื่องการเมืองและสวัสดิการการศึกษาของประเทศไทยจนเกิดการถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆนานานั้น



ล่าสุด เมื่อวันที่ 22 ก.ย. ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่บ้านเลขที่ 26 หมู่ 7 ต.บางม่วง อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ซึ่งเป็นบ้านของ ด.ช.อนุวัฒน์ หรือน้องอาร์ม เงินมาบุญช่วย อายุ 14 ปี หนุ่มน้อยผู้ขายนมเปรี้ยวที่ปรากฏเป็นข่าวแต่กลับไม่พบเจอกับเจ้าตัวแต่อย่างใด เนื่องจากน้องอาร์มได้ออกไปตระเวนขายนมเปรี้ยวกับ น.ส.สายฝน จันทร์เพ็ญ อายุ 31 ปี สาวขายนมเปรี้ยวตั้งแต่เช้าแล้ว จึงพบแต่ น.ส.แอด ผ่าสุขขี อายุ 59 ปี ผู้เป็นยาย กำลังดูแล ด.ญ.เปรี้ยว น้องสาวของน้องอาร์มวัย 10 ขวบ ซึ่งเป็นผู้พิการขาลีบ เดินและพูดไม่ได้อยู่ภายในบ้านเพียง 2 คนเท่านั้น

จากการสอบถาม น.ส.แอด เล่าว่า พ่อแม่ของน้องอาร์มได้เลิกราและแยกทางกันไปนานหลายปีแล้วและก็ไม่รู้ว่าขณะนี้พ่อของน้องอาร์มไปอยู่ที่ไหน ส่วนแม่ของน้องอาร์มไปทำงานอยู่ในกรุงเทพฯและนานๆ จะกลับเยี่ยมลูกสักครั้งหนึ่ง ขณะที่ตัวของน้องอาร์มนั้น เป็นคนเงียบขรึมพูดน้อยและเพิ่งเรียนจบชั้น ป.6 แต่ไม่เรียนต่อ ก็อยู่ที่บ้านช่วยเลี้ยงน้องสาว แต่ก็ออกไปเที่ยวเล่นบ้างตามประสาเด็กๆ จนกระทั่งวันหนึ่ง ไปพบเจอกับ น.ส.สายฝน เพื่อนบ้านในละแวกใกล้เคียงที่รู้จักกันและทำงานเป็นสาวขายนมเปรี้ยวยี่ห้อดัง มาชักชวนให้ไปขายนมเปรี้ยวด้วยกันน้องอาร์มจึงตัดสินใจไปทำงานด้วย เพราะน้องอาร์มบอกว่า เห็นยายไม่มีรายได้อะไรจึงขอไปทำงานหาเงินช่วยเหลือยายและน้องชายดีกว่าอยู่ว่างไปวันๆ



“ยายก็ไม่ค่อยรู้เรื่องรายได้ของหลานมากนักนะแต่ในแต่ละวันหลานก็จะเอาเงินมาให้ชั้นเก็บไว้วันละ 200-300 บาท เพื่อนำมาให้ไว้ใช้จ่ายภายในบ้าน ทั้งค่าเลี้ยงดูหลานอีกคน ค่าอาหารและค่าอื่นๆ อีกจิปาถะ ซึ่งทุกวันนี้ ที่มีเงินไว้ใช้จ่ายก็มาจากหลานอาร์มเพียงคนเดียวเท่านั้น ส่วนแม่ของหลานอาร์มไม่เคยส่งเสียเงินมาให้เลย” น.ส.แอด ระบุ พร้อมกับบอกสิ่งที่ต้องการว่าอยากได้ความช่วยเหลือในเรื่องผ้าอ้อมสำเร็จรูปให้น้องสาวของอาร์มมากที่สุด เพราะต้องใช้วันละหลายแผ่น ซึ่งเงินส่วนใหญ่ที่ได้จากน้องอาร์ม ก็จะหมดไปกับค่าผ้าอ้อมสำเร็จรูปเสียเป็นส่วนใหญ่ 



ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์ติดต่อไปทาง น.ส.สายฝน สาวขายนมเปรี้ยวยี่ห้อดังผู้ซึ่งว่าจ้างน้องอาร์มให้ไปช่วยขายของ เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับน้องอาร์ม ได้รับการเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ เห็นน้องอาร์มเดินเตร็ดเตร่ไปมาอยู่แถวบ้านและทราบว่าน้องไม่เรียนต่อ จึงได้ตัดสินใจชวนน้องอาร์มให้มาขายนมเปรี้ยวด้วยกันซึ่งก่อนหน้านี้ ตนก็เพิ่งตกงานมา เพราะได้รับผลกระทบจากโควิด จึงได้ตัดสินใจไปสมัครงานเป็นคนขายนมเปรี้ยวยี่ห้อหนึ่งและเขาก็เพิ่งรับให้ทำงานเป็นคนขายเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ส่วนน้องอาร์มก็เพิ่งมาช่วยตนขายได้เพียง 2 เดือนเท่านั้น แต่ปรากฏว่าตั้งแต่ที่มีน้องอาร์มมาช่วยขาย กลับทำให้ยอดขายของตนดีขึ้นอย่างมาก ต้องยอมรับว่าน้องอาร์มผิดจากที่เห็นในตอนแรก ดูคล้ายเป็นคนดื้อเงียบแต่พอมาอยู่ช่วยขายของกับตน น้องอาร์มกลับกลายเป็นคนขยัน จะมาช่วยตนขายของทุกวัน



“ทุกวันนี้หนูมีหน้าที่รับผิดชอบขายนมเปรี้ยวอยู่ในเขตพื้นที่ อ.ท่าตะโก ซึ่งจะต้องพาน้องอาร์มเดินทางด้วย จยย.พ่วงข้าง เดินทางไปที่ อ.ท่าตะโก ทุกวัน ไปกลับรวม 100 กิโลเมตรทุกวัน ซึ่งตลอดระยะทางก็จะมีการแวะขายตามบ้านเรือนไปตลอดทางไปกลับด้วย ส่วนค่าจ้างที่หนูให้น้องอาร์มนั้น หนูจะมีการแพ็กขายนมเปรี้ยวเป็นถุง ถุงละ 16 ขวด จะขายถุงละ 100 บาท ให้น้องอาร์มไปเดินขายตามสำนักงานส่วนราชการต่างๆและตามตลาดในเขตพื้นที่ อ.ท่าตะโก เมื่อขายได้จะหักกำไรจากการขายให้น้องอาร์มถุงละ 20 บาท ซึ่งก็มีค่าจ้างรายวันที่หนูต้องให้น้องอาร์มด้วยอีกวันละ 200 บาท บอกเลยว่าเวลาน้องอาร์มไปเดินขายของ น้องอาร์มจะขายดีมาก มีรายได้จากการขายตกวันละ 400-500 บาทเลยทีเดียว” น.ส.สายฝน กล่าว

เมื่อถามถึงอนาคตของน้องอาร์ม น.ส.สายฝน บอกกับผู้สื่อข่าวว่า เคยพูดคุยและถามน้องอาร์มหลายครั้งแล้วเรื่องเรียนต่อ ตนถึงขนาดจะช่วยส่งให้น้องอาร์มเรียนต่อในระดับมัธยมโรงเรียน กศน.ด้วยซ้ำแต่น้องอาร์มกลับปฏิเสธไม่อยากจะเรียนต่อแต่อย่างใดจึงไม่รู้ว่าต่อไปอนาคตของน้องจะเป็นอย่างไร แต่ปัจจุบันนี้น้องอาร์มมาช่วยตนขายของ ตนก็จะดูแลน้องให้ดีที่สุด



ต่อมามีรายงานว่า นางประภาวดี สิงหวิชัย นายกเหล่ากาชาดจ.นครสวรรค์ ได้รับการประสานจาก นายกฤษฎา บุญราช ผอ.สำนักงานบริหารกิจการเหล่ากาชาด สภากาชาดไทย ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดจึงได้มีการร่วมกับตัวแทนพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ บ้านเด็กและเยาวชน สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดศูนย์ดำรงธรรม และตัวแทนดัชมิลล์ ได้นำเงินและเครื่องอุปโภคในเบื้องต้นไปเยี่ยมเยียนที่บ้านของน้องอาร์ม แต่เมื่อทราบว่า น้องอาร์มได้ไปขายของกับน.ส.สายฝน แต่เช้า จึงได้โทรศัพท์ติดต่อกับ น.ส.สายฝนให้พาน้องอาร์มมาพบกัน ณ ที่ทำการ อบต.บางม่วง โดยทันทีที่น้องอาร์มและ น.ส.สายฝนมาถึง ได้พาเชิญตัวขึ้นไปที่ห้องบนชั้น2 ของ อบต.ทันที โดยไม่ให้นักข่าวเข้าร่วมสังเกตการณ์แต่อย่างใดก่อนจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จึงลงมาเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่าในการพูดคุยหารือกับหลายหน่วยงานสรุปจะให้น้องอาร์มได้เรียนหนังสือต่อในระดับมัธยม ในโรงเรียน กศน.นครสวรรค์ โดยวันนี้ให้น้องอาร์มกลับไปเตรียมเอกสารเพื่อเรียนต่อแล้วและสั่งห้ามไม่ให้ออกไปทำงานขายของอีก ส่วนน้องสาวของน้องอาร์มที่พิการทางสภากาชาดไทยจะมีการให้ความช่วยเหลือเรื่องการรักษาโดยจะมีการทำเรื่องเพื่อส่งน้องสาวของน้องอาร์มไปรักษายังกรุงเทพฯต่อไป



อย่างไรก็ตามทันทีที่น้องอาร์มถูกสั่งไม่ให้กลับไปขายของอีกแล้ว ปรากฏว่าน้องอาร์มรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ และใจยังคงอยากจะกลับไปขายของตามเดิมอยู่เพราะอยากมีรายได้เลี้ยงยายและน้อง ซึ่งในขณะเดียวกันเมื่อเพื่อนบ้านทราบข่าวเรื่องน้องอาร์ม ก็ต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ รู้สึกไม่เห็นด้วยและให้ข้อมูลว่า ในช่วงที่น้องอาร์มหยุดเรียนก็ได้ไปทำงานรับจ้างบรรจุหน่อไม้ดองใส่ปี๊บได้เงินค่าจ้างแค่วันละ 50 บาท ทำให้มีเงินไม่เพียงพอก็ต้องไปเดินตระเวนขอเศษเงินจากชาวบ้านที่ผ่านไปมาอย่างเวทนาและเมื่อมาทราบว่าน้องอาร์มไม่สามารถกลับไปทำงานได้อีก เพราะต้องกลับไปเรียนซึ่งมันก็เป็นเรื่องดี แต่ก็รู้สึกเป็นห่วงครอบครัวนี้ จะมีรายได้จากตรงไหนเพราะยายของน้องอาร์มก็อายุมากแล้ว ไม่สามารถทำงานหนักได้แถมยังต้องมีหน้าที่เลี้ยงดูหลานที่พิการอีก จึงอยากให้หน่วยงานส่วนราชการดูแลสวัสดิการความเป็นอยู่ครอบครัวน้องอาร์มให้มีความเป็นอยู่มากขึ้นกว่านี้หากเปรียบเทียบกับเงิน 3,000 บาทที่มาช่วยเหลือในเบื้องต้นน้องอาร์มยังสามารถทำงานหาเงินมาเลี้ยงยายและน้องได้มากกว่านี้อีก

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    71%
  • ไม่เห็นด้วย
    29%

บอกต่อ : 37