อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563

เสริมภูมิ''ลำไส้'' แก้โรค''สะเก็ดเงิน''

ต้นตอของโรคสะเก็ดเงิน ต้องดูแลที่ลำไส้เพราะเป็นแหล่งภูมิคุ้มกัน ถ้าลำไส้แข็งแรง อาการสะเก็ดเงินอาจดีขึ้นได้ สารอาหารที่เหมาะสมก็เป็นคำตอบในการดูแลลำไส้ด้วยเช่นกัน จันทร์ที่ 20 มกราคม 2563 เวลา 10.30 น.


สวัสดีค่ะ สายสืบสุขภาพ สัปดาห์นี้ ได้ข้อมูลสุขภาพเป็นโคที่คนไทยเป็นกันเยอะ หลายคนก็อายเพราะโรคนี้ เนื่องจากอาการจะแสดงที่ผิวหนังเป็นปื้นหนาๆแดงๆ ดูน่ากลัวไม่น่าเข้าใกล้ การรักษามีหลายวิธี มีคนไทยบางท่านมีแนวทางดูแลกลุ่มผู้ป่วยนี้ด้วยอาหารงดอาหารคาวๆและการอาบตัวด้วยสมุนไพรบางชนิด ขณะที่ทางการแพทย์ก็รักษาด้วยยาและอื่นๆ



แต่ในมุมที่สายสืบสุขภาพหยิบยกมาคุย เป็นการกินอาหารที่ไปช่วยปรับการทำงานของอวัยวะหนึ่ง ซึ่ง ดร.เอริก เบิร์ก นายแพทย์ชาวอเมริกันบอกว่าเป็นสูตรที่ดีที่สุดด้วยสารอาหาร



ดร.เอริก บอกว่า โรคสะเก็ดเงินเป็นภาวะแพ้ภูมิตัวเองที่ร่างกายสร้างภูมิต้านทานมาโจมตีตัวเอง แสดงออกผ่านผิวหนังเป็นปื้นหนาแดงคัน แต่ในความจริงโรคสะเก็ดเงินไม่ได้เป็นโรคผิวหนัง แต่เป็นโรคที่มาจาก ลำไส้ เกิดจากภาวะลำไส้รั่วหรือลำไส้ดูดซึมผิดปกติ ทำให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาทำให้แพ้ภูมิตัวเอง



มาดูสิ่งที่สามารถแก้ปัญหา ในทรรศนะของ ดร.เอริก ดังต่อไปนี้

1.รับประทานแอลกลูตามีน เป็นกรดอะมิโนธรรมชาติ เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่เป็นสูตรที่ดีที่สุดในการเยียวยาลำไส้ โดยสามารถเข้าไปสร้างความแข็งแรงให้กับ ลำไส้ เป็นอาหารให้กับเซลล์ในส่วนปลายของลำไส้ใหญ่ เพิ่มเมือกเยื่อบุ ลำไส้ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันที่ ลำไส้ กลับมาทำงาน เริ่มกินที่ 2 วันแรก 10 กรัมต่อวัน จากนั้นค่อยเพิ่มเป็นวันละ 2 มื้อๆละ 10 กรัม และวันละ 3 มื้อๆ ละ 10 กรัม และต้องรับประทานตอนท้องว่างเพราะถ้าไม่กินตอนท้องว่างร่างกายจะเลือกใช้โปรตีนจากอาหารอื่นแทน



2.น้ำมันต้นกระทิง ซึ่งมีคุณสมบัติฟื้นฟูผิว อ่อนโยนต่อผิว ดีต่อสะเก็ดเงินและบางคนก็ใช้กับโรคเรื้อนด้วย เพราะมีสารต่อต้านแบคทีเรียตามธรรมชาติ คือ แลคโตน ซึ่งดีต่อผิวหนัง

3.วิตามินดี ผู้ป่วยสะเก็ดเงินมักขาดวิตามินดี วิตามินดีดีต่อผิวหนังอาจได้จากแสงแดด และทำงานได้ดีถ้ามีวิตามินเคร่วมด้วย



เบื้องต้น ในประเทศไทยการรักษามองว่าเกิดจากพันธุกรรม สิ่งกระตุ้นภายนอก การติดเชื้อ โรคอ้วน ภาวะไขมันในเลือดสูง เบาหวาน ขณะที่การรักษาจะมีการทายา กินยา ฉีดยา ฉายแสง ดูแลอาหาร เลี่ยงดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ ลดน้ำหนัก
.....................................
ขอบคุณข้อมูลจากดร.เอริก เบิร์ก
สายสืยสุขภาพ : ศศิวรรณ์ เลิศวิริยะประภา


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 124