อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 20 พฤศจิกายน 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 20 พฤศจิกายน 2561

ภัยคุกคามทางเพศน่าขบคิด เหยื่อ-ผู้ล่อลวงมักเป็นเด็ก?

สัปดาห์นี้เรื่องชวนคิด...ความน่ากลัวของการล่วงละเมิดทางเพศในขณะนี้ คือ “เหยื่อเป็นเด็ก” และผู้ล่อลวงก็ยังเป็นเยาวชน แต่สังคมมักจะเข้าในว่าผู้ก่อเหตุเป็นผู้ใหญ่เสียมากกว่า พฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน 2561 เวลา 11.00 น.


ในยุคสมัยปัจจุบันนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าเราได้ข่าวเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเพศมากขึ้น จริงๆ มันเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่กลายเป็นข่าว เนื่องด้วยความอุกฉกรรจ์ของรูปแบบการก่อคดี การก่อคดีมีรูปแบบความแปลกใหม่ที่คาดไม่ถึง หรือส่วนหนึ่งคือเหยื่อเป็นผู้ที่ล่อลวงได้ง่าย หรือไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ง่าย มันก็น่าคิดว่าเรื่องที่ออกมาเป็นข่าว เป็นแค่เพียงฉากหน้าหรือไม่ อาจมีอีกหลายคดีความที่เหยื่อ และผู้เกี่ยวข้องไม่อยากเป็นคดีความ

การไม่อยากเป็นความเกิดขึ้นเนื่องจาก...ความอับอาย มีคนบอกว่า ส่วนหนึ่งเพราะค่านิยมในเรื่องการให้ความสำคัญกับความเป็นพรหมจรรย์ของผู้หญิงก็ยังครอบสังคมอยู่ในระดับหนึ่ง การตกเป็นข่าวจะทำให้ถูก “ลดคุณค่าความเป็นคน” ดูเหมือนเป็นคนแปดเปื้อน ดังนั้นสู้เงียบไว้จะดีกว่า และเหตุผลอีกอย่างหนึ่งคือในหลายกรณี ผู้ตกเป็นเหยื่อของอาชญากร ก็มีโอกาสจะตกเป็นเหยื่อของสังคมซ้ำซ้อนไปอีกระดับหนึ่ง

บางครั้งเหยื่อกลับถูกตั้งข้อสังเกตว่า “ไปทำอะไรเข้าถึงได้โดน” แล้วก็กลายเป็นความผิดเหยื่อที่ไม่ดูแลรักษาตัวเองให้ดีไปเสียอีก ซึ่งจะว่าไปมันก็เป็นสิทธิ์ในร่างกายและการใช้ชีวิตที่คนเราต่างอยากทำอะไรอย่างที่สบายใจ โดยได้รับการเคารพให้เกียรติและไม่ล่วงละเมิดกัน



แต่พูดก็พูดเถอะ...พอพูดเรื่องการเคารพให้เกียรติ ไม่ล่วงละเมิดทางเพศกัน มันก็ตันอยู่ด้วยคำว่า “สังคมมันไม่ได้ดีขนาดนั้น” แม้แต่ประเทศที่เขาว่าพัฒนาไปเยอะแล้ว ก็ยังแก้ปัญหานี้กันไม่ได้ แบบว่าถึงพัฒนาความคิดคนดีแค่ไหน แต่บทคนมันจะหน้ามืดขึ้นมามันก็กลับไปใช้สัญชาตญาณดิบ และคนประเภทพร้อมเป็นภัยสังคมก็เยอะ หลายประเทศเลยคิดเรื่องบทลงโทษกำหราบให้เกรงกลัวไปก่อน บางประเทศก็น่าสนใจ เช่น เกาหลีใต้ ที่ใช้ฉีดยาให้สิ้นสมรรถภาพ

ความน่ากลัวของเรื่องการล่วงละเมิดในขณะนี้ ที่เป็นข่าวขึ้นมา คือ “เหยื่อเป็นเด็ก” ซึ่งทั้งง่ายต่อการล่อลวงและปกป้องตัวเองไม่ได้ ซึ่งกรณีเหยื่อเป็นเด็กนี้ข่าวที่เรียกว่าสะเทือนขวัญที่สุดและหลายๆ คนก็คงจำได้ คือ กรณีนายพัน สายทอง ผู้ต้องหายาเสพติดที่เพิ่งพ้นโทษแค่ 7 วัน ออกมาก่อคดีข่มขืนฆ่าเด็กเด็กอายุ 6 ขวบ ที่ห้องน้ำโรงเรียนแห่งหนึ่งในย่านบางพลัด ซึ่งนายพันจำนนต่อหลักฐาน และถูกตัดสินประหารชีวิตในเวลาต่อมา

หรือกรณี “นายติ๊งต่าง” ซึ่งเป็นบุคคลที่ไม่มีตัวตนในทะเบียนราษฎร์ เคยก่อเหตุล่อลวงเด็กพาไปข่มขืนแล้วฆ่า และก่อเหตุข่มขืนมาแล้วหลายครั้ง แต่เคยถูกจับแค่ไม่กี่ครั้ง พอเกิดเหตุแบบนี้ก็กลายเป็นความปริวิตกในสังคมขึ้นมาเป็นพักๆ ว่า ระบบราชทัณฑ์บ้านเรามันไม่ประสบความสำเร็จในการขัดเกลาทางสังคม คนผ่านคุกตะรางมาไม่มีระบบติดตามพฤติกรรมที่รัดกุม ไม่มีงานรองรับก็กลับมาเป็นภัยสังคมอีก



อย่างไรก็ตาม ความน่าเป็นห่วงหรือน่ากลัวที่เห็นในข่าวช่วงนี้ คือ ผู้ก่อเหตุล่วงละเมิดทางเพศเป็นเยาวชนเช่นกัน บางข่าวกลายเป็นเยาวชนที่เรียกว่าอายุน้อยมาก จนน่าตกใจว่า “วัยขนาดนี้ทำกันถึงขั้นนี้ได้แล้วเหรอ” ซึ่งบางทีก็ไม่รู้สาเหตุชัดเจนว่าคนก่ออาชญากรรมนั้น ผ่านภาวะครอบครัวแบบไหนมา หรือมีแรงกระตุ้นอะไรให้ทำ เวลาจะหาสาเหตุ เขาก็จะโทษกว้างๆ เรื่องสื่อ หรือเรื่องปัญหาความรุนแรงในครอบครัว

ข่าวเรื่อง “อาชญากรทางเพศที่เป็นเยาวชน” เปิดกูเกิล ใช้คีย์เวิร์ดไม่กี่ตัว ก็พอจะหาข่าวได้ และเป็นช่วงใกล้ๆ กัน เช่น เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 61 ที่ จ.ชลบุรี นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ก็ได้เข้าช่วย ด.ญ.แนน (นามสมมุติ) อายุ 4 ปี ถูกรุ่นพี่ ม.2 จำนวน 3 คน คดีนี้เด็กให้การว่า “พี่เอามีดทิ่มหนู” และระบุว่าถูกรุ่นพี่จำนวน 3 คน จับแขนขา และอีกคนได้ล่วงละเมิดทางเพศ ด.ญ.แนน ได้ร้องไห้ เด็กทั้ง 3 คนจึงปล่อยไป

แต่เมื่อเด็กกลับห้อง ครูเห็นว่ามีเลือดไหล จึงได้แจ้งผู้ปกครองทราบก่อนรีบนำตัวเด็กส่งแพทย์ตรวจ ก็พบว่ามีการล่วงละเมิดทางเพศจริง โดยมีเพื่อนเด็กเป็นพยานชี้ตัวเด็กที่ก่อเหตุอย่างถูกต้อง เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัว 2 คน ส่งสถานพิพิจ ส่วนอีก 1 คนอยู่ในขั้นตอนการสอบสวน ในข้อหา “ฐานร่วมกันกระทำอนาจารเด็กหญิง”

เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 61 ที่ จ.ปทุมธานี แม่เด็กหญิง ม.2 โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.ปทุมธานี เข้าร้องขอความเป็นธรรมจาก มูลนิธิ ปวีณาฯ กรณีถูกกลุ่มนักเรียนชาย 2 คน ปีนเข้าไปในห้องน้ำหญิงของโรงเรียน และขอร่วมเพศกับลูกสาว และยังมีนักเรียนชายอีก 2 คนถ่ายคลิปวีดีโอไว้ ซึ่งขณะนั้นมีนักเรียนหญิงอีกกลุ่มเข้ามาเคาะประตูห้องน้ำ จึงเข้าช่วยเหลือไว้ได้ทัน กรณีนี้โรงเรียนให้เด็กผู้ชายออก และขอให้เด็กหญิงเรียนจนจบเทอมแล้วออก

กระทั่งล่าสุดที่เรื่องยังอยู่ในกระบวนการสอบสวน คือเมื่อวันที่ 30 ต.ค.61 ที่จ.สุรินทร์ นายชัยสิทธิ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 44 ปี แจ้งความร้องทุกข์กับตำรวจ สภ.แนงมุด อ.กาบเชิง ว่า ด.ญ. เอ (นามสมมุติ) อายุ 8 ขวบ เรียนอยู่ชั้น ป.2 โรงเรียนแห่งหนึ่งในต.แนงมุด ถูกรุ่นพี่ ป.3 ในโรงเรียนเดียวกัน ข่มขืนกระทำชำเรา ภายในห้องน้ำของโรงเรียน เมื่อช่วงเที่ยงของวันที่ 29 ต.ค.61 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันเปิดเทอมวันแรก โดยเด็กมีอาการซึมเศร้า และฉี่เป็นเลือด ปู่จึงนำส่งโรงพยาบาลกาบเชิง ก่อนพบว่ามีร่องรอยถูกกระทำชำเรา แต่เด็กชาย 2-3 คน ที่ถูกกล่าวหาว่า ข่มขืนกระทำชำเราปฏิเสธ



สิ่งที่น่าคิดจากกรณีที่เกิดขึ้นนี้คือ “จุดเกิดเหตุอยู่ที่ห้องน้ำ” ซึ่งหลังๆ ก็ไม่ค่อยแน่ใจว่า โรงเรียนสมัยใหม่เขาสร้างห้องน้ำเป็นอาคารแยกไว้จากอาคารเรียนหรือไม่ เพื่อป้องกันเรื่องความสะอาดกับกลิ่นรบกวน หรือต้องการความเป็นส่วนตัวก็แล้วแต่ แต่มันกลายเป็นจุดบอดที่อันตรายเอาง่ายๆ เพราะเป็นจุดไกลหูไกลตา เกิดระหว่างคาบเรียน เด็กขออนุญาตครูไปห้องน้ำตามลำพัง ก็ไม่รู้จะมีคนร้าย หรือคนที่ดูไม่ออกว่าเป็นคนร้ายซุ่มอยู่หรือไม่

กรณีการกลั่นแกล้งรังแก หลายครั้งก็เกิดขึ้นที่ห้องน้ำนี่แหละ เพราะครูไม่เดินมาดู จะให้ครูฝ่ายปกครองมาลาดตระเวนบ้างก็ต่อเมื่อมีใครไปฟ้องว่า มีเด็กแอบเสพยาในห้องน้ำ แต่ลองคิดดูว่าถ้าเปลี่ยนเป็นการอนุญาตให้เด็กใช้ห้องน้ำในอาคารเรียนได้ (ซึ่งหลายโรงเรียนเป็นห้องน้ำครู) มันจะช่วยเรื่องสวัสดิภาพของเด็กมากขึ้นหรือไม่? เพราะมันเป็นพื้นที่ที่คนเดินผ่านไปผ่านมาได้ เผลอๆ มีปัญหาเด็กส่งเสียงร้องได้ทันที

และอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ เราจะเห็นได้ว่า เรื่องข่าวอาชญากรทางเพศ เรามักจะได้รับรู้ในมุมของผู้ถูกล่วงละเมิด แต่เรามักจะไม่รู้ในมุมของผู้ก่ออาชญากรรม (ถ้ากรณีนั้นไม่ใช่เรื่องอุกฉกรรจ์จริงๆ) ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าจะนำเสนอให้มากขึ้น เพื่อให้สังคมได้เห็นที่มาของปัญหา และถ้ามีนโยบายอะไรจะแก้ไขที่รากเหง้าได้ก็ดี การนำเสนอน่าจะไปถึงเรื่องระบบวิธีคิดของผู้ก่อเหตุ เผื่อว่าบางทีเราจะเห็นอะไรที่คาดไม่ถึง เช่น เรายังขาดการให้ความคิดเรื่องการเคารพสิทธิทางร่างกายในระบบการศึกษามากพอ คนบางคนไปคิดว่าการล่วงละเมิด คือ สิ่งที่ต่อรองได้ หรือไม่คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่

พอสถิติการล่วงละเมิดทางเพศมันมากขึ้น เราก็ต้องรู้ที่มาของปัญหา เพื่อคิดหาวิธีลดมันใช้ได้ ถ้าคิดว่าการกำหนดโทษที่รุนแรงไม่ใช่สิ่งที่ได้ผล.
........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 160