อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 20 พฤศจิกายน 2561

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 20 พฤศจิกายน 2561

หลักคิดพระราชา พึงน้อมพิจารณา"เศรษฐกิจพอเพียง"

สัปดาห์นี้เพื่อให้คนไทยในชาติ เกิดความรู้ความเข้าใจ “เศรษฐกิจพอเพียง” อย่างถูกต้อง จึงขออัญเชิญพระราชดำรัสและพระบรมราโชวาท พึงน้อมพิจารณากันดังต่อไปนี้ พฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน 2561 เวลา 14.00 น.


ผู้คนทั่วไปในสังคมต่างมีความเข้าใจว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นปรัชญาในการดำเนินชีวิต แต่แนวความคิดของราชบัณฑิตอย่าง ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร ผู้มีความรอบรู้ในศาสตร์หลายสาขาโดยเฉพาะอย่างยิ่งสาขาเศรษฐศาสตร์ กลับมีทัศนะว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” ไม่ใช่เป็นเพียงแค่มิติปรัชญาเท่านั้น หากแต่ยังเป็นมิติเศรษฐศาสตร์อีกด้วย เพราะ “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นแบบจำลองทางความคิดเศรษฐกิจ (Economics Model) ซึ่งเป็นทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ (Economics Theory) ไม่เคยมีนักเศรษฐศาสตร์อื่นใดในโลกมีแนวคิดเช่นนี้มาก่อน

ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร ดุษฎีบัณฑิตเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ได้เปิดมุมมองไว้อย่างหน้าสนใจที่ควร และน่าจะนำไปขบคิดกันต่อ ซึ่งมีอยู่ 2 ประการ

ประการแรก คือ ในทางโลก ทรัพยากรธรรมชาติมีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งต้องตอบสนองเพื่อบำบัดความต้องการของมนุษย์ที่มีอย่างไม่สิ้นสุด ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก จึงถูกนำไปใช้อย่างไม่คุ้มค่าเพียงเพื่อให้เศรษฐกิจโลกมีอัตราการเจริญเติบโตสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมไปทั่วโลก

ประการที่สอง คือ ในทางธรรม พระพุทธศาสนามีคำสอนให้มนุษย์เป็นผู้รู้จักมีเหตุผล รู้จักประมาณตน รู้จักพัฒนาตนเอง พึ่งพาตนเอง และเป็นผู้ไม่ประมาท โดยทั้ง 2 ประการที่กล่าวถึงนี้ ทั้งในทางโลกและทางธรรม หากมีดุลยภาพต่อกัน สังคมโลกก็จะได้รับการพัฒนาทางด้านจิตใจควบคู่ไปกับการพัฒนาทางวัตถุ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาที่มั่นคงและยั่งยืน



สภาวการณ์ของประเทศไทยซึ่งมีการพัฒนาทางวัตถุมากกว่าทางจิตใจ ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่างๆ ในทุกมิติ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและความมั่นคง ในลักษณะที่มีการสะสมพอกพูนเพิ่มขึ้นตลอดเวลา การแก้ปัญหาต่างๆ จึงต้องแก้กันในระดับโครงสร้างซึ่งต้องมียุทธศาสตร์ นโยบายและแผนงานที่ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดความเหลื่อมล้ำระหว่างสังคมชนบทกับสังคมเมืองที่มีความไม่เท่าเทียมกัน ประการสำคัญต้องนำระบบสหกรณ์แบบเอนกประสงค์ (Multi-purpose co-operatives) มาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับระบบทุนนิยม (Capitalism) ประเทศชาติจึงจะมีความเจริญมั่นคง และประชาชนจึงมีความเจริญผาสุกอย่างแท้จริง

เพื่อให้คนในชาติได้เกิดความรู้ความเข้าใจ “เศรษฐกิจพอเพียง” อย่างถูกต้อง โดยตระหนักรู้ถึงคุณค่าและความสำคัญซึ่งมีประโยชน์อย่างไพศาลตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน สังคมและประเทศชาติ จึงขออัญเชิญพระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทในเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” มาให้ได้น้อมพิจารณากันดังต่อไปนี้

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 31 ธ.ค.2502 ความว่า “...การใช้จ่ายอย่างประหยัดนั้น จะเป็นหลักประกันความสมบูรณ์พูนสุขของผู้ประหยัดเอง และครอบครัวช่วยป้องกันความขาดแคลนในวันข้างหน้า การประหยัดดังกล่าวนี้จะมีผลดีไม่เฉพาะแก่ผู้ที่ประหยัดเท่านั้น ยังเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติด้วย...”




พระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 18 ก.ค.2517 ความว่า “...การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐานคือ ความพอมี พอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อได้พื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควร และปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ และฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป…”

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทาน ณ วันที่ 4 ธ.ค.2541 ความว่า “เศรษฐกิจพอเพียง...จะทำความเจริญให้แก่ประเทศได้ แต่ต้องมีความเพียร แล้วต้องอดทน ต้องไม่ใจร้อน ต้องไม่พูดมาก ต้องไม่ทะเลาะกัน ถ้าทำโดยเข้าใจกัน เชื่อว่าทุกคนจะมีความพอใจได้...”

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาวันที่ 4 ธ.ค.2541 ณ ศาลาดุสิดาลัย ความว่า “...พอเพียง มีความหมายกว้างขวางยิ่งกว่านี้อีก คือ คำว่าพอ ก็พอเพียงนี้ก็พอแค่นั้นเอง คนเราถ้าพอในความต้องการก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้าประเทศใดมีความคิดอันนี้ มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ซื่อตรง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข พอเพียงนี้อาจจะมี มีมากอาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น...”



พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จากวารสารชัยพัฒนาประจำเดือนส.ค.2542 ความว่า “...เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเสมือนรากฐานของชีวิต รากฐานความมั่นคงของแผ่นดิน เปรียบเสมือนเสาเข็มที่ถูกตอกรองรับบ้านเรือนตัวอาคารไว้นั่นเอง สิ่งก่อสร้างจะมั่นคงได้ก็อยู่ที่เสาเข็ม แต่คนส่วนมากมองไม่เห็นเสาเข็มและลืมเสาเข็มเสียด้วยซ้ำไป ...”

พระราชดำรัสวันที่ 17 ม.ค.2544 ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ความว่า “...ฉันพูดเศรษฐกิจพอเพียงความหมาย คือ ทำอะไรให้เหมาะสมกับฐานะของตัวเอง คือ ทำจากรายได้ 200-300 บาท ขึ้นไปเป็น 20,000-30,000 บาท คนชอบเอาคำพูดของฉัน เศรษฐกิจพอเพียงไปพูดกันเลอะเทอะ เศรษฐกิจพอเพียง คือ ทำเป็น Self-Sufficiency มันไม่ใช่ความหมายไม่ใช่แบบที่ฉันคิด ที่ฉันคิดคือเป็น Self-Sufficiency of Economy เช่น ถ้าเขาต้องการดูทีวี ก็ควรให้เขามีดู ไม่ใช่ไปจำกัดเขาไม่ให้ซื้อทีวีดู เขาต้องการดูเพื่อความสนุกสนาน ในหมู่บ้านไกลๆ ที่ฉันไป เขามีทีวีดูแต่ใช้แบตเตอรี่ เขาไม่มีไฟฟ้า แต่ถ้า Sufficiency นั้น มีทีวีเขาฟุ่มเฟือย เปรียบเสมือนคนไม่มีสตางค์ไปตัดสูทใส่ และยังใส่เนคไทเวอร์ซาเช่ อันนี้ก็เกินไป...”
.................................
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล”
ขอบคุณภาพจาก : ajourneyinspiredbytheking 



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 168