อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 19 พฤศจิกายน 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 19 พฤศจิกายน 2562

ผู้ต้องหาแทงผิดนึกว่าอริ ทำจริงแต่ไม่เอ่ย'ขอโทษ'

สัปดาห์นี้ย้อนคดีแทงกันสาหัส บทเรียนอาชีพ “นักข่าว” โดยผู้ต้องหารับทำจริงนึกว่าคู่อริ ถูกจี้ถามซ้ำแต่ทำไมไม่เอ่ยคำขอโทษ? พุธที่ 29 พฤษภาคม 2562 เวลา 14.00 น.


ได้รับแจ้งเหตุอาชญากรรม คนร้ายแทงชายคนหนึ่งที่เดินบนท้องถนนกับแฟนสาว ชายโชคร้ายได้รับบาดเจ็บ แต่ไม่ตาย เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำตัวส่งโรงพยาบาล รอด! ซึ่งถ้าเป็นทั่วไป นักข่าวเราจะ “เป่า” กันครับ ไม่ทำข่าวกันหรอก เหตุแบบนี้มันเรื่องใหญ่สำหรับความปลอดภัยของคนกรุงเทพพระมหานคร แต่สำหรับคุณค่าข่าว ที่มีการไล่แทงทำร้ายกันแทบทุกวัน มันเบาหวิวไปนิด จึงไม่ค่อยมีใครไปทำข่าวกัน

นั่นจึงเป็นความเลือดเย็นอีกอย่างของวิชาชีพนักข่าว

แต่คดีนี้เรากลับไปทำข่าวกัน สาเหตุเพราะมีพลเมืองดีโทรศัพท์ไปแจ้งโรงพิมพ์ว่า มีเหตุแทงกัน เมื่อไปทำข่าว เราก็ต้องถามความคืบหน้าจากตำรวจ กลายเป็นว่านักข่าวจำนวนมากกลายเป็นดั่งไขควงที่ขันน็อตให้เข้าที่ กระชับให้มากขึ้น ตำรวจเลยขยันในบัดดล นอกจากให้ข้อมูลคนเจ็บเรื่องราวแล้ว พวกเขาก็ลุยตรวจสอบจุดเกิดเหตุเพื่อล่าตัวคนร้ายมาดำเนินคดีอย่างว่องไว

อยู่ดี ๆ ก็เข้ามาแทงเลย เมื่อกี้ร้อยเวรไปคุยกับคนเจ็บที่โรงพยาบาล” นักสืบบอก “แกบอกไม่คุ้นเลย เดินอยู่ ไอ้นั้นก็วิ่งเข้ามาแล้วดึงไหล่ จ้องตาก็งงว่ามีอะไร แต่ยังไม่ทันพูดอะไร ก็โดนแทงเข้าท้องทันที จริง ๆ เพราะส่งหมอได้ทัน เลยไม่สาหัส แต่แทงลึกกว่านี้ ตายได้เลยนะ” นักสืบร่ายยาว นักข่าวจดมือเป็นระวิง



ข่าวสั้น ๆ ลงไปในหน้าหนังสือพิมพ์ ส่วนในเว็บไซต์นั้นพิเศษก็แยกมาเป็นข่าวต่างหาก เนื้อหาเต็ม คนเข้ามากดแสดงความเห็นกันมากมาย ส่วนใหญ่บ่นว่า เมืองหลวงทำไมช่างอันตรายอย่างยิ่ง

ซึ่งคนคอมเมนต์ทุกคนไม่ได้เพิ่งรู้ความอันตรายนี้ ทุกคนต่างตระหนักว่ากรุงเทพพระมหานครนั้นยุงชุมน้อยกว่าโจรอีก

รุ่งเช้าพวกเรามาตามข่าวกันต่อ ทางตำรวจซึ่งลงพื้นที่ตรวจสอบวงจรปิดกันตลอดทั้งคืน ก็บอกข่าวดี “จับได้แล้ว”

พวกเรายินดีกับการทำงานของตำรวจและเตรียมตัวทำข่าวกัน ไม่นานเกินรอ พวกเขาก็หิ้วผู้ต้องหาเข้ามาห้องสืบสวนของโรงพัก หน้าตาเป็นชายวัย 40 กว่า ๆ สภาพไม่น่าดุ แต่วงจรปิดแสดงให้เห็นว่าเขาคือคนร้ายที่แทงคนเจ็บ นักสืบพาตัวไปสอบปากคำ เอาภาพวงจรปิดในจุดเกิดเหตุ ภาพถ่ายหน้าตรงของมือแทงก็เอาไปให้คนเจ็บกับแฟนดู ต่างยืนยันว่าคนนี้แหละ มือแทงแน่นอนไม่ผิดตัว!

สมัยนั้นเรายังได้คุยกับผู้ต้องหาอยู่ นักสืบพามาให้ได้ถกได้สัมภาษณ์ พวกเขานั่งอยู่ข้าง ๆ คุมเชิงไม่ให้คนร้ายหนี ระหว่างนั้นก็เตรียมเอกสารต่าง ๆ นานา

ไปแทงเขาทำไม” ผมหล่นคำถาม

ผมนึกว่าเป็นคู่อริผมครับ” ชายคนดังกล่าวตอบ ทำเอาพวกเราเลิกคิ้วสงสัยหล่นดวงตาค้าง

ล้วใช่ไหมล่ะ”

ผมคิดว่าเขาเป็นคู่อริ แต่ตำรวจบอกไม่ใช่” ถึงตรงนั้น เราเซ็งสงสารชายโดนแทงจริง ๆ กำลังเดินกับแฟนคนรักอยู่ดี ๆ ต้องมานอนโรงพยาบาลเพราะมือแทงเข้าใจว่าเป็นอริ

แล้วเราคิดจะทำยังไงกับคนเจ็บ” ผมถามต่อ นั่นเป็นคำถามที่ขุดหลุมไว้แล้ว หากผู้ต้องหาตระหนัก จะพูดว่า ต้องขอโทษคนเจ็บด้วย ซึ่งมันจะทำให้เนื้อหาข่าวออกมาสวย ยิ่งผู้ต้องหายกมือไหว้ขอโทษ มันก็จะเป็นภาพข่าวที่มีเรื่องราวมากกว่านั่งให้ตำรวจสอบ หรือถูกจับกุมตัวมาอย่างยิ่ง



แต่คดีนี้คนร้ายไม่พูดอะไร คล้ายไม่เข้าใจ

เราจะทำอย่างไรล่ะ ก็เราแทงคนผิด สรุปถ้าเขาไม่ใช่อริ เราในฐานะคนแทงจะทำยังไง” ผมถามซ้ำ

ผมก็คงซวย” ถึงตรงนี้เราตบหัวตัวเอง ไม่ใช่โว้ย! ไม่ได้ให้ตอบแบบนี้ ขอโทษสิวะ! ขอโทษสิ บอกขอโทษ

“เราไม่ได้โกรธอะไรกับคนเจ็บ ถ้าเราเข้าใจผิดไปเองว่า เป็นคู่อริ แต่สุดท้ายไม่ใช่ เราจะทำยังไง”

ผู้ต้องหาไม่ตกหลุมคำถามที่เราพรางไว้ “ผมนึกว่าเป็นคู่อริ ถ้าไม่ใช่ผมต้องติดคุก ซวยแน่เลย”

ถ้าเราพูดกับคนเจ็บได้ เราจะพูดว่าไง” ผมเริ่มขึ้นเสียง

ผมนึกว่าเขาเป็นอริ โอ้ย...ซวยแล้วผม ซวยแน่เลย” ผู้ต้องหาครวญ

ไม่ใช่! ไม่ใช่โว้ย!! ผมอิดหนาระอาใจ ต้องบอกขอโทษคนเจ็บสิ ยกมือไหว้สิ จะได้ถ่ายรูปทำข่าว ทำไมโง่แบบนี้วะ เอาล่ะ! ไม่วางหลุมพรางแล้ว ถามไปเลยว่า “ทำไมไม่ขอโทษคนเจ็บล่ะ!”

แต่ผมยั้งปากไว้ได้ทัน ในชีวิตการทำข่าวก็ไม่ได้เป็นคนดีเลิศเลออะไรหรอกครับ แต่ครั้งนั้นผมยั้งปากตั้งสติไม่ปล่อยคำถามนี้ออกไปให้ผู้ต้องหาฟัง หยุดตัวเอง จากนั้นถ่ายรูปทำข่าว เมื่อผู้ต้องหาไม่พูด ผมจะเอาสิทธิ์ไหนไปเค้นผู้ต้องหาเล่า ผมไปใช้สิทธิ์อะไรบีบบังคับให้เขาขอโทษ บางทีคนเจ็บอาจเป็นอริกับเขาจริง ๆ บางทีอาจมีเบื้องหลังมากกว่าที่เราคิด สิ่งที่เห็นอาจแค่ปลายยอดน้ำแข็ง ใต้มหาสมุทรอาจมีอะไรมากกว่าที่เห็น

ดังนั้นผมจึงหยุดคุยกับผู้ต้องหา ตัดสินใจพิมพ์ข่าวดีกว่า ไม่นานตำรวจพาผู้ต้องหาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ เราไม่ได้ตามไปถ่ายต่อ ส่งข่าวเข้าโรงพิมพ์แล้วจบไปเป็นข่าวสั้น ๆ ปรากฏออกไปทั้งในหนังสือพิมพ์และในโลกออนไลน์ ไม่มีใครสนใจมากนัก นอกจากคนเจ็บและแฟนสาวที่ต้องมาพบกับเรื่องน่าตกตะลึงแบบนี้

ส่วนผมนั้นได้บทเรียน นักข่าวไม่ใช่ใครอื่น เราทำหน้าที่รายงานข้อเท็จจริงด้วยมุมมองคำถาม แต่ไม่ใช่ตั้งคำถามเพื่อได้คำตอบที่เราวางไว้ ทั้งที่คนตอบคำถามไม่ได้ต้องการจะตอบ ผมเกือบทำให้มนุษย์คนหนึ่งหล่นในหลุมพรางแห่งคำถามเสียแล้วไหมล่ะ และนั่นก็เกือบจะเป็นผมเองนั่นแหละที่จะตกหลุมพรางของตัวเองที่ขุดไว้

หลุมพรางแห่งความอหังการ์.
..................................
คอลัมน์ : หนอนโรงพัก
โดย “ณัฐกมล ไชยสุวรรณ”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 336