อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม 2562
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม 2562

'5ความเสี่ยงธุรกิจไทย' ที่ท้าทายเศรษฐกิจขาลงในปี63

สัปดาห์นี้สะท้อนสถานการณ์อัตราเติบโตเศรษฐกิจไทยที่อยู่ในช่วงขาลง กับปัจจัยเสี่ยง 5 ข้อ สุดท้าทายในปี 63 พฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน 2562 เวลา 08.00 น.


สำนักเศรษฐกิจหลายๆ แห่งได้คาดการณ์อัตราการเติบโตเศรษฐกิจไทยปีนี้คงโตไม่เกิน 2.8% แม้แต่สภาพัฒน์ฯ ที่คอย “เอ็นเตอร์เทน” รัฐบาลมาทุกยุค ยังออกมายอมรับว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้ไม่เกิน 2.6% เนื่องด้วยปัจจัยหลายอย่างทั้งเศรษฐกิจโลกหดตัว สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐที่ยืดเยื้อมาตลอดและมีแนวโน้มว่าจะลามไปถึงปีหน้า ประกอบเศรษฐกิจไทยที่ต้องพึ่งการส่งออกและท่องเที่ยวหารายได้เข้าประเทศ จึงต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจตลอดเวลา

เมื่อโลกเป็นหวัดเราก็ต้องพลอยจามไปด้วย ล่าสุด นายอุตม สาวนายน รัฐมนตรีคลัง ก็ออกมาส่งสัญญาณว่าในปี 2562 การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2.8% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอส่งผลให้การส่งออกหดตัว ในฟากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ก็อ่วมเพราะพิษบาทแข็ง กดดันกำไรไตรมาส 3 ดิ่งหนักหัวทิ่มหัวตำกันเป็นแถว ซึ่ง 569 บจ. รายงานงบไตรมาส 3 ร่วงกว่า 18% ด้วยปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นย่อมส่งผลกระทบเศรษฐกิจไทยปีหน้าอยู่ในช่วงขาลงอย่างมิอาจปฏิเสธได้



เมื่อเร็วๆ นี้ สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ได้จัดทำรายงานเกี่ยวกับข้อมูลการจัดอันดับความเสี่ยงในการทำธุรกิจของภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งในรายงานในปี 2019 นี้ ใช้เป็นข้อมูลในการหารือของผู้บริหารทั่วโลกที่จะเข้าร่วมการประชุมประจำปีที่เมือง ดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ที่จะมีขึ้นในเดือน ม.ค. 2563

ทั้งนี้ สภาเศรษฐกิจโลก ได้จัดอันดับความเสี่ยงในการทำธุรกิจทั่วโลกปี 2562 ซึ่ง 10 อันดับแรก ความเสี่ยงในการทำธุรกิจในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก 10 อันดับ เช่น วิกฤติทางการเงิน การโจมตีทางไซเบอร์ การว่างงาน วิกฤตราคาพลังงาน ความล้มเหลวของรัฐบาล เป็นต้น

ที่สำคัญได้จัดอันดับความเสี่ยงในการทำธุรกิจในไทยด้วยในรายงานระบุว่า ประเทศไทยต้องเผชิญความเสี่ยง 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) เศรษฐกิจฟองสบู่ 2) ความล้มเหลวของรัฐบาล 3) การโจมตีทางไซเบอร์ 4) ภัยพิบัติทางธรรมชาติและโดยมนุษย์ และ 5) ความไม่มั่นคงทางสังคม

ในปีนี้มีผู้ตอบแบบสอบถามทั่วโลก 12,000 กว่าคน เฉพาะในประเทศไทยมีผู้ตอบแบบสอบถามรวม 102 คน ว่าไปแล้วตามหลักในการทำการสำรวจจริงๆ ถือว่าจำนวนค่อนข้างน้อยอาจไม่สะท้อนความจริงในภาพรวมของสถานการณ์ปัจจุบันเท่าใดนัก ยิ่งห้วงเวลาของการสำรวจแบบสอบถามเป็นช่วงที่ประเทศไทยอยู่ระหว่างการเตรียมการเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศ ย่อมมีผลต่อการตอบแบบสอบถาม โดยเฉพาะในเรื่องของความเชื่อมั่นของนักธุรกิจค่อนข้างมากทีเดียว



แม้แบบสอบถามจะน้อยไปซักหน่อย ช่วงเวลาที่สำรวจก็ไม่ใช่เวลาปกติ ข้อมูลจึงอาจจะเบี่ยงเบนได้ แต่อย่างน้อยที่สุดก็สะท้อนให้เห็นว่านักธุรกิจไทยวิตกกังวลเรื่องอะไรมากที่สุด อันที่จริง 5 ข้อที่สภาธุรกิจโลกกลั่นจากผลสำรวจมีความใกล้เคียงกับสถานการณ์จริงของไทยเวลานี้พอสมควร อย่างกรณี ความเสี่ยงว่าด้วยความล้มเหลวของรัฐบาล ซึ่งในรายงานนั้นหมายถึงระบบธรรมาภิบาล การทุจริตคอร์รัปชั่น การบริหารจัดการเชิงสถาบันมากกว่าการเจาะจงไปที่การบริหารงานของรัฐบาลในภาพรวม

เรื่องนี้สำคัญมากเพราะในสายตานักลงทุน เขาถือเป็นเรื่องใหญ่ในการตัดสินใจว่าจะลงทุนหรือไม่ บางบริษัทหรือรัฐบาลบางประเทศเขาประกาศออกมาเลยว่าจะไม่ลงทุนในประเทศที่ไม่โปร่งใส หรือ มีปัญหาทุจริตคอรัปชั่น ที่ผ่านมาไทยยังมีปัญหานี้ค่อนข้างมาก เขาจึงให้เป็นหนึ่งในความเสี่ยงของประเทศในปีหน้า

อย่างความเสี่ยงจากเศรษฐกิจฟองสบู่ เขาหมายถึง ฟองสบู่จากสินทรัพย์ โดยอาจจะดูจากราคาอสังหาริมทรัพย์ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับดอกเบี้ยในบ้านเราต่ำอาจทำให้นักธุรกิจมีความวิตกกังวลได้ หรือในกรณีภัยธรรมชาติ ต้องยอมรับว่าในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมาบ้านเราเจอกับวิกฤติจากภัยธรรมชาติค่อนข้างบ่อยและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งน้ำท่วมและภัยแล้งยิ่งในช่วงปีสองปีหลังนี้ ก็เจอปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ซึ่งมีความรุนแรงในช่วงฤดูหนาวที่อากาศนิ่ง หรือความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์ ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องที่น่าห่วงทั้งสิ้น

ความเสี่ยงทั้ง5ข้อดังกล่าวข้างต้นล้วนเป็นความท้าทายในการทำธุรกิจในปีหน้า ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นปีที่ยากลำบากไม่น้อยกว่าปีนี้แน่ๆ
.................................................
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน"


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    96%
  • ไม่เห็นด้วย
    4%