อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563

เอาแล้วสิ!โนกิฟต์โพลีซี ฉุดเอสเอ็มอี-ชุมชนเดี้ยง

สัปดาห์นี้กับนโยบายที่ดี “โนกิฟต์ โพลิซี หรือ งดให้ งดรับ ของขวัญปีใหม่” แต่ทำเอาบรรดาพ่อค้าแม่ขาย ผู้ประกอบการ เอสเอ็มี ชุมชน สะเทือน จันทร์ที่ 23 ธันวาคม 2562 เวลา 08.00 น.


ณ เวลานี้ !!! ใกล้สิ้นปีเข้าไปทุกวัน ทุกวัน...จึงเชื่อได้ว่า ใครต่อใคร!! ก็ต่างสาละวน กับการออกไปหาซื้อของขวัญของฝาก สำหรับเทศกาลส่งท้ายปีกุน ก้าวไปสู่ปีชวด

จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่คุณๆ ท่านๆ จะเห็นป้ายเห็นโฆษณา ลดแลกแจกแถมกันสะบัด ทั้งสินค้าและบริการ ที่ห่ำหั่นราคา จัดแคมเปญ จัดโปรโมชั่น กันกระหน่ำ เพื่อแย่งชิงยอดขายในช่วงโค้งสุดท้ายของปีให้ได้มากที่สุด

แต่ปัญหาสำคัญคือ...ภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ใครจะมีเงินมีทอง ซื้อของขวัญของฝากให้ใครต่อใครกันมากๆ ได้ แม้ว่าเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันมาแต่ก่อนเก่าก็ตามที

ของขวัญนิดๆ หน่อยๆ เพื่อแสดงถึงน้ำใจ ความปรารถนาดี ความคิดถึง หรือขอบคุณซึ่งกันและกัน ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่บางของขวัญที่ถือเป็นการ “ตอบแทน” น่ะสิ อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ กลายเป็นเรื่องประพฤติมิชอบ

บรรดาสารพัดองค์กร ต่างแสดงความบริสุทธิ์ใจออกมาแสดงเจตนากันอย่างชัดเจน ด้วยการออกข่าวการเป็นองค์กร “โนกิฟต์ โพลิซี หรือ งดให้ งดรับ ของขวัญปีใหม่”



เรียกว่านโยบายนี้ทำเอาบรรดาพ่อค้าแม่ขาย ผู้ประกอบการ ต่างส่ายหัวส่ายหน้ากันเป็นแถว เพราะในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของแต่ละปี จะเป็นช่วงของการ “ทำยอด”

ตามปกติแล้ว!!! มูลค่าของยอดขายของขวัญของฝากในแต่ละปี มีมูลค่าสูงกว่า 40,000 ล้านบาท ต่อปี ขณะที่ในช่วงของ 3 เดือนสุดท้ายมูลค่าตลาดจะอยู่ที่ประมาณ 10,000 ล้านบาท

ด้วยนโยบายโนกิฟต์ โพลิซี ที่ออกมา ก็ทำให้ยอดขายของพ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบการหายไปแล้วไม่น้อยกว่า 50% จากยอดคำสั่งซื้อขององค์กร หรือหน่วยงานขนาดใหญ่

ส่วนข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร ก็ว่ากันไป เพราะต่างคนต่างฝ่ายต่างรู้ดีอยู่แล้ว ว่าหน้าฉาก อาจเป็นไปอย่างที่เห็น แต่หลังฉาก...หลังม่าน...นั้นเยอะแยะมากมาย

และไม่ใช่เพียงแค่นโยบายโนกิฟต์ โพลิซี เท่านั้น ที่ทำให้ตลาดสินค้าของขวัญของฝากต้องสะเทือน ยังมีเรื่องของภาวะเศรษฐกิจ กำลังซื้อหดหาย หนี้สินพอกพูน เงินฝากไม่มี และอีกมากมายสารพัดปัจจัย



ปัจจัยเหล่านี้ ไม่ได้ส่งผลแค่ตัวของผู้ประกอบการ แต่ยังส่งผลต่อเนื่องไปยังเอสเอ็มอี รายย่อย ผู้ผลิต คนผลิต วัตถุดิบ คนผลิตวัตถุดิบ ชุมชน และอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่น ๆ อีกมากมาย

เรื่องนี้!!! กลายเป็นอีกปัญหา ที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องคงต้องเหลียวหลังหันมาชั่งใจชั่งน้ำหนัก กันด้วย แม้ตัวของนโยบายจะเป็นเรื่องดี แต่ในความเป็นจริงแล้วใช่หรือไม่? อันนี้ต้องไปทบทวนคิดให้ดี

เพราะ...เป็นผลกระทบที่ส่งต่อกันเป็นลูกโซ่ แม้หลายคนอาจมองว่าไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตนัก หากขายในช่วงเทศกาลไม่ได้ ก็ต้องเร่งมือขายในช่วงอื่น ๆ แทน

แต่!!! ปัญหาไม่ได้อยู่เพียงแค่นั้น เพราะกระแสโนกิฟต์ โพลิซี นี้จะไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่เทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ เท่านั้น



โดยเวลานี้ได้มีการปลุกกระแส ขยับเขยื้อน ส่งต่อไปยังเทศกาล “ตรุษจีน” ซึ่งก็ถือเป็นเทศกาลขึ้นปีใหม่ของพี่น้องชาวจีน หรือคนไทยเชื้อสายจีน

เท่านี้ยังไม่พอ จะบานปลายไปถึงเทศกาล “สงกรานต์” ที่ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ของคนไทยเชื้อสายไทย ตามประเพณีโบราณ ที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นเวลานาน

ลองคิดดูเล่น ๆ หากเป็นเช่นนั้นจริง แล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมประเภทนี้ต่อไป สุดท้ายแล้วคนที่เดือดร้อนก็คงหนีไม่พ้นบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตของขวัญของฝากแน่นอน

จึงไม่ใช่เรื่องแปลก!! อีกเช่นกัน ที่คนที่เกี่ยวข้อง และคนที่เดือดร้อน เค้าจะออกมาร้องแร่แห่กระเฌอ ว่า...ได้รับผลกระทบ แล้วก็เรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องพิจารณากันใหม่

เพราะอย่าลืมว่า คนที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้ ส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอี ที่มีอยู่ กว่า 3,000 ราย และจะเพิ่มเป็นอีกเท่าตัวเมื่อใกล้เข้าสู่ช่วงเทศกาล ที่สำคัญคนเหล่านี้ต่างเป็นคนที่ต่อยอดให้กับโอทอป ให้กับชุมชน ให้กับชาวบ้าน

อันที่จริง หากมองให้ลึกๆ มองให้เห็นกันชัดๆ แม้นโยบายโนกิฟต์ โพลิซี จะเป็นนโยบายที่ดี เป็นการสร้างจิตสำนึกที่ดี แต่อีกด้านก็เห็นๆ กันอยู่ว่า เงินทอน เงินใต้โต๊ะ เงินส่วย การทุจริต คอรัปชั่น ยังมีให้เห็นกันดาษดื่น!!
............................................
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    60%
  • ไม่เห็นด้วย
    40%

บอกต่อ : 85