อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563

การทำร้ายรังแก วันนี้สังคมเพิกเฉยมันเกินไปหรือไม่

สัปดาห์นี้ไปดูเรื่องการทำร้ายกัน การรังแกกัน ยิ่งเป็นเด็กเยาวชนด้วยแล้ว แต่สังคมกำลังเพิกเฉย อย่าให้เป็นเพียงแค่กระแสแล้วปล่อยเลยตามเลย พฤหัสบดีที่ 26 ธันวาคม 2562 เวลา 12.00 น.


เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา เกิดคลิปโด่งดังไปทั่วเมืองแบบ “แชร์ด้วยความสะใจ” จากกรณีเหตุเกิดในโรงเรียนอัสสัมชัญ สมุทรปราการ มี “อาม่า” รายหนึ่งมีเรื่องวิวาทกับเด็ก แล้วปรี่เข้าไปตบหน้า ถูกเด็กตบกลับ กลายเป็น viral ที่กระจายไปทั่วเมืองในทำนอง “สมน้ำหน้า” ก็เพราะฝ่ายผู้อาวุโสเริ่มก่อน และเห็นว่าเด็กก็ต้องป้องกันตัว สุดท้ายเรื่องนี้ทางโรงเรียนก็ต้องออกมาเคลียร์และยืนยันว่าจะไม่มีใครได้รับผลกระทบถึงขนาดไม่มีที่เรียน

ถามๆ คนที่เขาสะใจกับการเห็นคลิปนี้ เขาบอกว่า “มันเป็นเรื่องปัญหาระหว่างรุ่น” ที่มันท้าทายระบบอาวุโสที่เด็กต้องเป็นผู้น้อยและต้องยอมผู้ใหญ่กระทำเพราะถือว่า “อาบน้ำร้อนมาก่อน” ทั้งที่บางเรื่องมันก็ไม่เป็นธรรม การที่เด็กลุกขึ้นสู้มันเหมือนกับการรักษาสิทธิ์ของตัวเองเสียด้วยซ้ำ ว่าไม่ว่ารุ่นไหนก็ต้องให้เกียรติกัน ไม่ใช่คนรุ่น baby boomer จะทำอะไรพวก gen Y , gen Z ได้โดยอ้างอาวุโสกว่า เพราะแต่ละรุ่นก็มีวิธีคิดไม่เหมือนกัน

อีกกลุ่มหนึ่งที่เขาสะใจ เพราะเขาว่ามันเป็นการตอบโต้พฤติกรรมของคนที่ถูกเรียกว่า “มนุษย์ป้า” คือพวกเอาวัยเข้าข่ม เอาวัยเข้ามาต่อรองขอสิทธิพิเศษ พอไม่ได้ดังใจก็เหวี่ยงวีนอาละวาด หรือถ้าเถียงก็ยกเหตุผลข้างๆ คูๆ มาแบบไร้ตรรกะฟังไม่ค่อยจะขึ้น ที่ผ่านๆ มาหลายๆ คนยอมเพราะไม่อยากมีเรื่อง เดี๋ยวมันไม่จบง่ายๆ พอคราวนี้มีการตอบโต้เสียบ้าง จะได้เป็นการสั่งสอน “มนุษย์ป้า” คนอื่นไปด้วยว่า ให้หัดเคารพสิทธิ์ของผู้อื่น



แต่มันก็คือการแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง และที่น่าสนใจคือมีคนบอกว่า ในคลิปนั้นก็มีผู้ใหญ่ ( ซึ่งอาจเป็นครู ) อยู่ด้วย แต่กลับไม่ห้ามปรามอาม่า มันเหมือนกับว่า ผู้ใหญ่เองก็ไม่ได้มองเรื่องการวิวาทกับเด็กเป็นเรื่องใหญ่ ยอมๆ ปล่อยๆ ไปเถอะเดี๋ยวก็เงียบ คราวนี้พอมีเรื่องขึ้นมาก็คงทำให้ผู้ใหญ่หลายๆ คนต้องคิดหนักแล้ว แต่ขออย่าให้เป็นประเภทวัวหายล้อมคอกเป็นพักๆ แล้วกัน คือพอหมดกระแสไปก็ปล่อยปละละเลย ให้มันจบเงียบๆ อีก

จริงๆ เรื่องคลิปการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาของเยาวชนนี่ เราก็เห็นกันบ่อยๆ แล้วเอามาแชร์กันเป็นที่สนุกสนาน ตั้งแต่ยุคอินเทอร์เนตเฟื่องๆ ส่งคลิปกันว่อนนี่ เราเคยเห็นกันกี่คลิปแล้วที่มีเด็กผู้หญิงประเภทที่สังคมเรียกว่า “สก๊อย” นัดตบกัน แล้วถ่ายคลิปให้กองเชียร์ดูแบบเอามันส์ยังกะเชียร์มวย ซึ่งเป็นเรื่องต้องระวังว่า ต่อไปจะเกิดพฤติกรรมเลียนแบบบ่อยๆ ที่แก้ปัญหากันโดยใช้ความรุนแรง ไม่มีตัวกลางเป็นระบบยุติธรรมประนีประนอม

สังคมไทยชินชากับความรุนแรงหรือไม่ ? เป็นเรื่องน่าสนใจคิด คือถ้าตราบใดที่ยังไม่ประทุษร้ายกันถึงชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัส บางทีเราก็มองว่าเป็นเรื่องที่ “ค่อยพูดค่อยจากันได้” คือไม่อยากเป็นคดีความอะไรเยอะแยะมันเสียเวลาไปเข้าระบบยุติธรรมไกล่เกลี่ย ยิ่งกับเด็กเยาวชนนี่บางทีก็ไม่ค่อยจะรู้สิทธิ์ตัวเองว่า ต้องให้มีตัวกลางไกล่เกลี่ย เพราะผู้กระทำก็คือเพื่อนๆ กลัวว่า ไปฟ้องครูให้จัดการเดี๋ยวจะโดนเอาคืนหนักหรือเข้าสังคมเพื่อนไม่ได้



โดยเฉพาะเรื่องความรุนแรงทางภาษา มันก็ต้องตระหนักว่า การล้อเลียนด้วยคำพูดนี่ บางทีมันไม่ใช่เรื่องตลก โดยเฉพาะกับผู้ที่มีอัตลักษณ์เปราะบาง แล้วเอาอัตลักษณ์นั้นมาล้อเล่น อย่างเช่นผู้พิการ กลุ่มความหลากหลายทางเพศ ฐานะหรือชนชั้น ความรู้ความสามารถ รูปร่างหน้าตา เชื้อชาติ ศาสนาหรือความเชื่อ บางอย่างมันเป็นอัตลักษณ์ที่แก้ไขไม่ได้และกลายเป็นปมด้อยของเขาอยู่แล้ว แต่เขาก็ต้องมาทุกข์ใจเพราะถูกเอาปมด้อยมาทำเป็นเรื่องตลก

ในสังคมโรงเรียน เด็กยังขาดความตระหนักในเรื่องของสิทธิมนุษยชนตรงนี้ คิดว่าการล้อเลียนเป็นเรื่องสนุกปาก มันจึงต้องไม่ใช่แค่สอนให้ตระหนัก ( awareness ) แต่สอนให้เป็นเรื่องของจิตสำนึก ( consciousness ) ที่จะไม่ล้อเลียนหรือใช้ความรุนแรงทางภาษากับใคร เพราะความรุนแรงหนึ่งมันกลายเป็นการขยายผลร้ายไปได้อย่างไม่รู้ว่ามันจะจบลงตรงไหน ซึ่งแค่ในอาทิตย์ที่ผ่านมา ก็มีเหตุการณ์สะเทือนใจเกี่ยวกับเรื่องการล้อเลียนจนนำไปสู่ความรุนแรงเกิดขึ้นติดๆ กัน

เริ่มจากกรณีที่มีเด็กผู้หญิงผูกคอตาย เพราะถูกล้อเรื่องบ้านจน ดำ ไม่สวย คิดว่า พอมีคนหนึ่งที่เป็นหัวโจกล้อ ก็มีคนอื่นๆ ล้อตามมา ตามลักษณะของมนุษย์ที่ทำตัวเป็นสัตว์สังคม มีการแสดงพฤติกรรมแบบกลุ่ม เด็กเลือกหาทางออกไม่ได้กับความทุกข์ก็เลือกจบชีวิตตัวเอง กลายเป็นการสูญเสียทรัพยากรบุคคลไป เพราะเราไม่รู้ว่า ถ้ามีใครให้กำลังใจ ต่อไปเด็กคนนี้จะมีมานะลุกขึ้นมาพัฒนาตัวจนกลายเป็นบุคคลคุณภาพของสังคมได้หรือไม่

หรืออีกกรณีที่มีเด็ก ม.1 ถูกล้อเลียน ถูกด่าว่าเรื่องเป็นตุ๊ดเป็นเกย์ ถึงขนาดเอาปืนมายิงเพื่อนตายในโรงเรียน เด็กคนหนึ่งตาย อีกคนหนึ่งกลายเป็นตราบาปติดไปตลอดชีวิต ในวันหนึ่งที่เขาสร้างคุณค่าให้กับตัวเขาเองได้ ความจริงเรื่องนี้ก็ยังกลับมาหลอกหลอนเขา หรือมันอาจเกิดผลอีกด้านหนึ่งที่เด็กคนนั้นกลายเป็นคนที่ปฏิเสธหรือต่อต้านสังคมไปเลย และมีโอกาสที่จะก่ออาชญากรรมขึ้นมาอีกได้ในอนาคต ถ้าเรารักษาแผลใจของเขาไม่ได้



นี่เป็นปัญหาที่ปรากฏเป็นข่าวขึ้นมา แต่เราไม่รู้หรอกว่า ในสังคม เรื่องที่ยังไม่เป็นข่าวมีอีกเท่าไร และสร้างบาดแผลให้เด็กอีกกี่คน บาดแผลนั้นอาจกลายเป็นความน่ารังเกียจที่ต่อไป เด็กที่เคยถูกกระทำจะพลิกขึ้นมาเป็นผู้กระทำคนอื่นกลับบ้าง และวงจรของความรุนแรงก็จะไม่จบสิ้นลงง่ายๆ มันก็มีอยู่เด็กที่มีมานะว่าถูกล้อและพิสูจน์ตัวจนเอาชนะคนล้อเลียนได้ แต่กรณีแบบนั้นจะเกิดขึ้นมากกว่าเด็กที่กลายเป็นคนต่อต้านสังคมไปเลยจริงหรือ?

เรื่องการล้อเลียน การกลั่นแกล้งรังแกมันกลายเป็นปัญหาสากล ในญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้หนักกว่าเรามากที่เด็กฆ่าตัวตายจากการถูกล้อเลียนหลายกรณี มันจึงไม่ใช่ปัญหาที่วัวหายต้องมาล้อมคอกอีกแล้ว แต่ผู้ใหญ่เองต้องตระหนักและใส่ใจต่อปัญหา พ่อแม่ ครู ต้องคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ อยากย้ำว่า “ผลจากความรุนแรงมันไม่รู้หรอกว่ามันจะขยายออกไปได้มากน้อยแค่ไหน” อย่าคิดแค่ว่าเด็กหยอกล้อกันบ้างเป็นเรื่องปกติ หรือเรื่องของเด็กให้เด็กเคลียร์กันเอง

เราพยายามสอนให้เด็ก หรือกระทั่งคนทุกวัยเห็นคุณค่าในตัวเอง และมองข้ามการล้อเลียนหรือการดูถูกเหยียดหยาม แต่เอาเข้าจริง ถ้าถล่มกันมาจากหลายทิศทาง คนๆ หนึ่งก็ไม่สามารถจะรับมือมันได้เช่นกัน การตระหนักถึงปัญหาต้องสอนทั้งสังคมให้เข้าใจ ไม่ใช่เพียงแค่สอนให้เด็กปกป้องสิทธิของตัวเองโดยใช้กระบวนการยุติธรรมที่มีตัวกลางไกล่เกลี่ย อย่างครูฝ่ายปกครอง หรือพ่อแม่ผู้ปกครองของแต่ละฝ่าย

อยากฝากให้กระทรวงศึกษาธิการคิด เกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตรเรื่อง compassion คือการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ที่มีอัตลักษณ์เปราะบางที่ถูกกลั่นแกล้งรังแกได้ง่าย อย่าให้มันเป็นแค่ว่า พอเกิดกระแสขึ้นมาทีหนึ่งก็หันมามองปัญหากันทีหนึ่ง สอนให้เด็กรู้คุณค่าของตัวเอง สอนให้เด็กรู้สิทธิของตัวเอง มีกระบวนการปกป้องเด็กที่ “รักษาสิทธิ์”มาเข้าระบบจัดการการกลั่นแกล้งรังแก เคยเห็นในหนังต่างประเทศที่มีกลุ่มเด็กดูแลกลุ่มพวกถูกรังแก น่าจะเอามาใช้

ขอจบด้วยคำถามว่า “เราละเลยเรื่องการกลั่นแกล้งรังแกกันอยู่หรือเปล่า ณ ขณะนี้”
........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 251