อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม 2563

จับตาเศรษฐกิจไทย 63กระตุ้นไม่ตรง!ทำยังไงก็ไม่ฟื้น

สัปดาห์นี้ไปดูสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 63 เจอมรสุมหลายอย่างเล่นงาน หากรัฐบาลกระตุ้นด้วยลดแหลกแจกแถมอย่างเดียว ไม่มีทางที่เศรษฐกิจจะฟื้นได้ พฤหัสบดีที่ 9 มกราคม 2563 เวลา 08.00 น.


ผ่านพ้นไปได้อีกปีแม้จะเป็นปีที่ทุลักทุเลอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย เป็นปีที่ที่ยากลำบากอีกปีหนึ่ง ท่ามกลางการเมืองที่วุ่นวาย แม้จะมีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งก็ตาม เศรษฐกิจก็โตต่ำกว่าเป้าหมาย โดยโตแค่ 2.4-2.6 % เรียกว่า ต่ำที่สุดในรอบ 10 ปีเลยทีเดียว ส่วนหนึ่งโดนหางเลขจากเศรษฐกิจโลกที่เติบโตต่ำและสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ที่ยืดเยื้อมาหลายปี ประเทศไทยซึ่งพึ่งพาการส่งออก 60-70 % ของจีดีพี. จึงโดนเต็มๆ

เมื่อส่งออกติดลบและเศรษฐกิจโตช้า ย่อมกระทบกลุ่มแรงงานรากหญ้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประกอบกับภาคเกษตรเจอปัญหาภัยแล้งบวกกับราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เศรษฐกิจระดับล่างจึงไม่มีกำลังซื้อ รัฐบาลพยามแก้ปัญหาด้วยการ “กระตุ้นเศรษฐกิจ” เช่น มาตรการ “ชิม ช้อป ใช้” ก็แค่ “น้ำจิ้ม” เป็นแค่มาตรการชั่วคราว

อย่างไรก็ตามในรอบปีที่ผ่านมา ธุรกิจขนาดเล็กๆ ธุรกิจเอสเอ็มอี. ร้านอาหารข้างทาง ไปจนถึงโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ทยอยปิดอย่างต่อเนื่อง ประเมินว่ามากกว่า1,500 โรงมีหลายแห่งที่มีพนักงานกว่าพันคนต้องตกงาน มีไม่น้อยที่แอบปิดกระทันหันเบี้ยวไม่จ่ายค่าจ้าง



เหลียวหลังปี 2562 แล้วมองมายังปี 2563 นั้นส่อเค้าว่าจะยิ่งลำบากกว่าหลายเท่า ลำพังปัจจัยลบในปี 2562 ก็ยังไม่ได้แก้ยังส่งผลต่อนื่องมาถึงปีนี้ เท่าที่สดับตรับฟังผู้คนหลากหลายอาชีพ ตั้งแต่แม่ค้าริมถนน จนถึงนักธุรกิจต่างก็วิตกกังวลว่า ปี 2563 เศรษฐกิจไทย ยังต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงหลายปัจจัย ทั้งปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัว สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนแม้จะคลี่คลายไปบ้างก็ตาม

ขณะที่ “ค่าเงินบาทแข็ง” ก็ยังเป็นเรื่องที่น่าห่วง ในห้วง3 ปีที่ผ่านมา ดัชนีค่าเงินบาทเทียบกับสกุลเงินทั่วโลกแข็งค่าถึง 20% ทำให้สินค้าไทยที่ไปซื้อขายกับประเทศต่างๆ แพงขึ้นราว 20% กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของไทย และยังจะหลอกหลอนผู้ส่งออกและเศรษฐกิจไทยต่อไป คาดว่าการส่งออกของไทยปีนี้จะติดลบถึง 2% เลยทีเดียว

นอกจากนี้ยังคาดกันว่าหลังปีใหม่จะมีบริษัท “ปิดกิจการ” อีกจำนวนมาก สิ่งที่ตามมาก็คือ ลดโอที, ลดพนักงาน, ให้หยุดงานมากขึ้น เพื่อจ่ายค่าจ้างน้อยลงและอาจถึงขั้นปิดบริษัทลอยแพพนักงาน ซึ่งจะเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจ ส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศอ่อนแอลง

ไพ่ใบสุดท้ายที่รัฐบาลจะนำมาใช้ คือ การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านเม็ดเงินการลงทุนจากภาครัฐ แต่ถ้ายังมีปัญหา “ท่อตัน” จากปัญหาความล่าช้าของระบบราชการที่ยังแก้ไม่ตกทำให้การลงทุนภาครัฐล่าช้า กระทบถึงภาคเอกชนก็ไม่กล้าลงทุนตาม เพราะไม่มั่นใจจะเป็นอีกปัจจัยที่จะฉุดไม่ให้เศรษฐกิจโต



ที่น่าจับตาดูสถานการณ์การเมืองทั้งในและต่างประเทศ การเมืองในประเทศจะต้องลุ้นกันว่าถึงขั้นลงมาเล่นกันบนถนนหรือไม่ หากลงมาจริงก็จะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน รวมถึงกรณีความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่านจะบานปลายกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 หรือไม่ ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด เพราะจะส่งผลต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกขยับปรับตัวขึ้น ขณะที่หลังมีกรณีความขัดแย้งอิหร่านกับสหรัฐ ดัชนีในตลาดหุ้นไทยร่วงระเนระนาด หากยังเป็นเช่นนี้ก็ยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้

ก่อนเกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน สำนักวิจัยในประเทศหลายสำนักเห็นตรงกันว่าปีหน้าเศรษฐกิจไทยจะโตอยู่ที่ 2.7% แต่ต่างประเทศมองว่าน่าจะอยู่ในระดับ 2.1% เท่านั้นสอดคล้องกับตัวเลขทางเศรษฐกิจของไทยในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการส่งออก หนี้ครัวเรือน ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ผลประกอบการของธุรกิจสะท้อนให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2563 คงไม่ดีไปกว่าเศรษฐกิจปีที่แล้วแน่ๆ

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่นำมาใช้เพื่อต่อลมหายใจให้หายใจคล่องแค่ชั่วครั้งชั่วคราว อย่าลืมว่าเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างนี้ ล้วนเกิดจากเปัจจัยหลายๆ อย่าง ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยมาตรการระยะสั้น แบบดาดๆ อย่างที่ทำมา แต่ต้องแก้ด้วยการรื้อโครงสร้างอย่างขนานใหญ่

แต่ถ้ารัฐบาลยังเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจแบบลดแลกแจกแถมอย่างไม่ลืมหูลืมตา เศรษฐกิจไทยปีนี้ไม่มีทางฟื้นแน่ๆ
..................................................
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน"


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    94%
  • ไม่เห็นด้วย
    6%

บอกต่อ : 117