อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 25 กันยายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 25 กันยายน 2563

สหรัฐ-ยุโรป

สถานการณ์ตึงเครียดเมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐสั่งฆ่านายพลระดับสูงของอิหร่านหลังจากนั้นเขายังได้มาขอร้องให้ชาติมหาอำนาจทั้งหลายยุติการทำข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านเมื่อปี ค.ศ. 2018      จันทร์ที่ 13 มกราคม 2563 เวลา 07.30 น.


     สถานการณ์ตึงเครียดเมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐสั่งฆ่านายพลระดับสูงของอิหร่านหลังจากนั้นเขายังได้มาขอร้องให้ชาติมหาอำนาจทั้งหลายยุติการทำข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านเมื่อปี ค.ศ. 2018
    
     หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ของอังกฤษหนึ่งในชาติพันธ มิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของผู้นำสหรัฐได้โทรศัพท์คุยกับประธานาธิบดีอิหร่าน (ตามรายงานของทำเนียบนายกรัฐมนตรีอังกฤษ)ว่า ข้อตกลงนิวเคลียร์เป็นการบริหารจัดการที่ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ในขณะนี้
      
    การโจมตีด้วยโดรนเมื่อวันที่ 3 ม.ค.ที่ผ่านมาของสหรัฐใกล้กับสนามบินนานาชาติในกรุงแบกแดดของอิรัก สามารถสังหารนายพลกัสเซ็ม โซไลมานี นายทหารระดับสูงที่ทรงอิทธิพลที่สุดของอิหร่านและศัตรูเก่าแก่ของสหรัฐนั้น กลับทำให้ความสัมพันธ์ของสหรัฐกับชาติในยุโรปยิ่งแย่ลงไปอีก จนกลายเป็นวิกฤติก็ว่าได้
        
     แต่ความขัดแย้งนี้กลับนำเสนอโอกาสใหม่สำหรับชาติในยุโรปกับความพยายามที่เคยดำเนินการมาสามปีแล้วนั่นคือการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยเพื่อสันติภาพระหว่างอิหร่านกับผู้นำสหรัฐ
        
    นายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐเปิดเผยว่า การสังหารนายพลโซไลมานีนั้น ทางยุโรปไม่ได้ช่วยอย่างที่เขาหวังที่จะเห็นเลย ทั้งรัฐมนตรีต่างประเทศและประธานาธิบดี สหรัฐพากันโกรธแค้นอย่างมากจากการกระทำของกลุ่มติดอาวุธสนับสนุนอิหร่านที่โจมตีและสร้างความเสียหายให้กับสถานทูตสหรัฐในกรุงแบกแดดและการที่อิหร่านยิงจรวดถล่มฐานทัพสหรัฐในอิรัก โดยฝ่ายสหรัฐอ้างว่า นายพลโซไลมานีวางแผนที่จะโจมตีผลประโยชน์ของอเมริกัน แต่เป็นเหตุผลที่ ส.ส. พรรคเดโมแครตเห็นแย้งหลังได้รับทราบการบรรยายสรุป
       
    ความตึงเครียดของสหรัฐกับอิหร่านต่อเนื่องกันมาตั้งแต่เดือน พ.ค. 2561 เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศถอนตัวจากข้อตกลงปลดนิวเคลียร์อิหร่าน ซึ่งประธานาธิบดีสหรัฐคนก่อนคือนายบารัค โอบามา ทำเอาไว้ แต่ประธานาธิบดีทรัมป์สั่งยกเลิกและยังเริ่มการเคลื่อนไหวเพื่อกำจัดอิหร่าน รวมถึงหาทางที่จะขัดขวางไม่ให้อิหร่านส่งออกน้ำมันได้
    
     น.ส.ราเชล ริซโซ ผู้เชี่ยวชาญความมั่นคงทรานส์แอตแลนติกของศูนย์นิวอเมริกันซีเคียวริตี้แสดงความกังขาอยู่เหมือนกันว่ายุโรปจะเปลี่ยนท่าทีเรื่องข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านหรือไม่ หลังเห็นความรุนแรงปะทุขึ้นรวมถึงการยิงจรวดของอิหร่านถล่มฐานทัพสหรัฐในอิรัก เพราะเป้าหมายของทั้งสหรัฐและยุโรปนั้นต่างกัน ดังนั้นความตึงเครียดของทั้งสองฝ่ายจึงยังเพิ่มขึ้น เรียกได้ว่าต้องแย่ก่อนที่จะดีขึ้น
 
     ประธานาธิบดีทรัมป์ยังเรียกร้องให้กลุ่มนาโต (องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ) เข้ามาร่วมและมีบทบาทมากขึ้นในตะวันออก กลาง โดยแสดงให้เห็นถึงความมีคุณค่าของนาโตพันธมิตรชาติตะวันตก ซึ่งเพิ่งครบรอบ 70 ปีไปเมื่อเดือนที่แล้ว หลังออกมากดดันให้ชาติในยุโรปควักกระเป๋ากันมากกว่านี้เพื่อนาโต ไม่ใช่แต่จะเอาเปรียบชาติอื่นอยู่ร่ำไป พูดง่าย ๆ ก็คือ อย่าให้อเมริกันควักกระเป๋าออกเงินอยู่คนเดียว
        
    น.ส.จูลี่ สมิธ ผู้เชี่ยวชาญกองทุนมาร์แชลของสหรัฐและยังเคยเป็นที่ปรึกษาให้กับอดีตรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน บอกว่ายังไม่แน่ชัดว่าสิ่งที่ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการคืออะไรจากนาโต แต่คงจะไม่ใช่เหมือนกับอัฟกานิสถานที่ต้องส่งทหารเข้าไปประจำการ ซึ่งก็มีอยู่หลายพันคน อย่างไรก็ตามไม่มีเหตุผลที่ชาติยุโรปจะไปต่อต้านสหรัฐ เพราะยุโรปเองก็ไม่ได้ไปวิพากษ์วิจารณ์การสังหารนายพลอิหร่าน และก็ไม่ได้ไปแสดงความอาลัยกับการเสียชีวิตของนายพลโซไลมานี
        
   ชาติในยุโรปอย่างฝรั่งเศสและเยอรมนีเคยพยายามที่จะผูกมิตรกับอิหร่านเช่นเดียวกับพันธมิตรที่ใกล้ชิดของสหรัฐอย่างญี่ปุ่นซึ่งได้มีโอกาสต้อนรับการไปเยือนของประธานาธิบดีฮัสซัน โรห์ฮานี แห่งอิหร่านก่อนที่จะเกิดเหตุโจมตีและสังหารนายพลโซไลมานี
       
    นายเบนจามิน ฮัดดัด นักวิเคราะห์ ของฝรั่งเศสซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มแนวคิดริเริ่มอนาคตยุโรปมองว่า แนวทางของการดำเนินทางการทูตดีมีโอกาสมากกว่าตอนเดือน ก.ย. ปีที่แล้ว ซึ่งตอนนั้นประธานาธิบดีเอ็มมานูเอลมาครง ของฝรั่งเศสเคยพยายามเป็นคนกลางให้ได้พบเจรจากันระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์กับประธานาธิบดีโรห์ฮานีในการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก แต่ไม่เป็นผล.

.......................................
เลนซ์ซูม
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    75%
  • ไม่เห็นด้วย
    25%

บอกต่อ : 90