อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563
พิธีราชาภิเษกรัชกาลที่ 10

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563

การเมืองเลือดเก่ากำลังไป เลือดใหม่กำลังมา

สัปดาห์นี้ว่าด้วยเรื่องการเมืองของคนรุ่นเก่าที่กำลังจะหมดยุคไป เมื่อกลุ่มเลือดใหม่กำลังมาแรง อาจเป็นความหวังจะได้เห็นการเมืองแบบใหม่ พฤหัสบดีที่ 23 มกราคม 2563 เวลา 12.00 น.


ในอาทิตย์ที่ผ่านมา เกิดข่าวสะเทือนพรรคประชาธิปัตย์แบบระดับแรงอยู่ คือการที่ นายกรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง ประกาศลาออกจากพรรค จากตำแหน่ง ส.ส. จากที่ก่อนหน้านี้ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก ที่สร้างชื่อให้พรรคจากการจับทุจริตจำนำข้าว ก็ลาออกไปอยู่กับพรรครวมพลังประชาชาติไทย และนายพีรพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ก็ทิ้งเก้าอี้ ส.ส. ไปทำงานกับนายกฯ ( ซึ่งไม่แน่ใจว่าลาออกจากสมาชิกพรรคด้วยหรือไม่ )

ถามไถ่หลายๆ คน เขามองสถานภาพของพรรคประชาธิปัตย์ว่า “ง่อนแง่นตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งแล้ว” ขณะที่พรรคเพื่อไทยโวยวายว่าถูกพลังดูดจากพรรคพลังประชารัฐ ( พปชร.) แต่ประชาธิปัตย์นี่ถูกหารคะแนนเสียงไปเต็มๆ จากพรรครวมพลังประชาชาติไทยและพรรค พปชร. เพราะในการเลือกตั้งที่ผ่านมา การเมืองก็สลายความเป็นสองขั้วยังไม่ได้ คือ “เอาลุง-ไม่เอาลุง” พรรคประชาธิปัตย์พยายามประกาศเป็นขั้วที่สามมันก็เลยเกิดความไม่ชัดเจน

การที่ประกาศเป็นขั้วที่สามแล้วไม่ทำให้เกิดความน่าสนใจ มันฟ้องได้เยอะว่า ไอ้ “เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน แล้วแผ่นดินที่งดงามจะคืนกลับมา” แปลว่า การทำปรองดองของรัฐบาล คสช.นั้นไม่สำเร็จ ถ้าจำกันได้ ช่วงปลายๆ รัฐบาล คสช. ทางพรรคเพื่อไทยเคยจิกกัดถึงเรื่องการทำปรองดองว่าไม่เห็นจะทำ จนรัฐบาลถึงขยับจะทำแบบ “พอเป็นพิธีการ” ขึ้นมานั่นแหละ แล้วก็วนๆ เวียนๆ กันอยู่แค่วิธีเดิมๆ



คือสร้างฝั่งพระเอก ฝั่งผู้ร้าย แล้วก็ตั้งคณะกรรมการขึ้นมารับฟังความเห็น ทำปรองดอง ซึ่งประเทศไทยนี่ชอบตั้งกันเหลือเกินคณะกรรมการศึกษาโน่นนี่ นี่จะแก้รัฐธรรมนูญก็จะตั้งอนุกรรมการประชาสัมพันธ์รับฟังความเห็นกันอีกแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะเอาเบี้ยเลี้ยงกรรมการหรืออะไร แต่ไม่ค่อยเห็นว่าตั้งไปแล้วจะเอาผลอะไรไปใช้เท่าไร แบบการปรองดองเป็นตัวอย่าง ตั้งมาตั้งแต่สมัยม็อบเสื้อแดงรัฐบาลอภิสิทธิ์ ปัจจุบันนี้เอาผลไปทำอะไรบ้าง?

ย้อนกลับมาที่ประเด็นของพรรคประชาธิปัตย์ ทางนายกรณ์ลาออกนั้น มีข่าวว่าเป็นเพราะน้อยใจที่ถูกลดบทบาท จากที่เคยเป็นขุนคลัง กลายเป็น ส.ส.ธรรมดา หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรคก็เลือกนายปริญญ์ พานิชภักดิ์ ลูกชายนายศุภชัย พานิชภักดิ์ ผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรคขึ้นมานำแทน และมีคนตั้งข้อสังเกตว่า นายกรณ์น่าจะเป็นฝั่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ไม่เอาการร่วมรัฐบาลกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงกลายเป็นเสียงที่ไร้อำนาจไป

หลังเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ก็แตกเป็นสองขั้ว ว่าจะร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาล ไอ้จะร่วมก็ถูกหาว่า “ร่วมสืบทอดอำนาจเผด็จการ” จะไปกับเพื่อไทยก็ถูกครหาว่า “ขัดต่ออุดมการณ์ของตัวเอง” กลายเป็นภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก จนกระทั่งมีข่าวในช่วงนั้นว่า “ใครใคร่ค้าน ค้าน ใครใคร่ร่วม ร่วม” ส่งผลมาถึงวันนี้ที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ถูกสื่อทำเนียบฯ ตั้งฉายาว่า “รัฐอิสระ” คือคุมปากบางคนในพรรคไม่ให้ด่ารัฐบาลไม่ได้



และผลจากการไปร่วมรัฐบาล ทำให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ตั้งขึ้นมาอย่างสวยหรูคือกลุ่ม “นิวเด็ม” แตกเละไม่เป็นท่า จนน่าจะต้องไปปั้นคนรุ่นใหม่อีกรอบแบบเหล้าใหม่ในขวดเก่า คือยุวประชาธิปัตย์ แล้วต้องพยายามหาคนรุ่นใหม่ๆ นักธุรกิจสตาร์ทอัพที่น่าสนใจ หรือคนหน้าใหม่ๆ ที่มีชื่อเสียงให้เข้ามาร่วมอีกครั้ง แต่จะชูอุดมการณ์แนวไหนนี่ยังไม่ค่อยชัดเจนนัก เพราะมันไม่ใช่ช่วงที่ใกล้เลือกตั้งใหม่ ก็คงต้องวางแผนกันต่อไปก่อน

ขณะที่พรรคเพื่อไทย ก็มีข่าวเรื่องรอยร้าวในพรรคอยู่พอสมควร กระแสนั้นคือเรื่องความขัดแย้งระหว่างแกนนำพรรคคือคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรค กับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ซึ่งมาเป็นกุนซือในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะเกิดขึ้นก่อนปิดสมัยการประชุมนี้ แต่ก็ไม่รู้ว่าความขัดแย้งจะไปถึงขั้นไหนเพราะทั้ง 2 คนไม่ใช่ ส.ส. ต้องรอดูการวัดฐานกำลังคนในมือว่า ใครมีมากกว่ากัน แล้วอำนาจต่อรองก็จะมากกว่า

แล้วคนที่อำนาจต่อรองน้อยกว่าก็อาจน้อยใจออกไปตั้งพรรคใหม่แบบเดียวกับนายกรณ์ก็ได้ ซึ่งเที่ยวนี้การตั้งพรรคการเมืองแต่ละพรรค กระแสที่กำลังจะมา เท่าที่มองดูอยู่คือการที่สังคมให้ความสนใจกับคนรุ่นใหม่เป็นพิเศษ ทำนองว่าเผื่อจะมีความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองดีๆ ขึ้นมาบ้าง อย่างที่เราเห็นพรรคอนาคตใหม่ ที่กวาด ส.ส.ไปจนเป็นพรรคอันดับสามได้แบบเหนือความคาดหมาย ทั้งที่ไม่เคยมี ส.ส.เก่าในสภามาก่อน



ถ้าตัวหัวเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีภาพลักษณ์การต่อสู้แบบหัวชนฝา อุดมการณ์ชัด ก็ดึงคะแนนนิยมจากคนรุ่นใหม่ไม่ยาก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เป็นพวกใช้สื่ออินเทอร์เนต ที่จะช่วยแชร์ ช่วยกระพือข่าวด้านดีๆ สนับสนุน และนานวันเข้าผลจากการสื่อสารของคนรุ่นใหม่ก็ไปถึงคนรุ่นเก่าได้ไม่ยาก เพียงแต่น่าเสียดายที่พรรคอนาคตใหม่ไม่ใช่รัฐบาล ทำให้ไม่เห็น “ผลงาน” เด่นชัดมากเท่า “อุดมการณ์” การต่อสู้อะไรมันก็ยากในการจะให้ออกมาเป็นกฎหมาย

ฝ่ายคนรุ่นใหม่นั้นสิ่งที่เขาสนใจคือ เรื่องสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียม นโยบายที่ส่งผลดีต่อการใช้ชีวิต และการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งพวกนี้เป็นเรื่องใกล้ตัว ทำนโยบายอะไรก็ตามให้เห็นว่าเป็นเรื่องปากท้องและคุณภาพชีวิต สลายเรื่องความเหลื่อมล้ำ ที่รัฐบาลมีแอคชั่นชัด ชนดะไม่แคร์กลุ่มทุนนี่คนรุ่นใหม่ชอบ อย่างที่พรรคอนาคตใหม่ตอนนี้กำลังเสนอเรื่องกฎหมายลดการผูกขาดการผลิตสุรา ก็ชนกลุ่มทุนใหญ่เต็มๆ

คนรุ่นใหม่สนใจความกล้าเปลี่ยนแปลง มากกว่าการประนีประนอม เพียงแต่เราต้องทำให้จิตสำนึกของคนไทยในการให้ความร่วมมือกับรัฐบาลดีขึ้นโดยการสื่อสารให้เห็นความสำคัญไม่ใช่แค่สั่ง อย่างเช่นกรณีฝุ่นพิษที่มีปัญหาหนักตอนนี้ จะออกนโยบายโละรถเก่าที่ทำให้เกิดปัญหามลพิษในเมือง ห้ามการเผาเศษวัสดุจากการเกษตรอย่างจริงจัง ก็ต้องให้เห็นภาพว่าทำเพื่อสังคม ไม่ใช่ใครได้รับผลกระทบก็โวยวายว่า รังแกคนจนคนทำมาหากิน แล้วก็ต้องถอย

เมื่อนายกรณ์ออกจากพรรคประชาธิปัตย์มา ( ซึ่งยังไม่แน่ใจว่านายอภิสิทธิ์ตามมาด้วยหรือไม่ ) ก็คิดว่าสิ่งที่น่าสนใจคือการสร้างคนรุ่นใหม่ที่ต้องมีบทบาทขับเคลื่อนจริงๆ ออกสื่อโชว์วิสัยทัศน์ด้านนโยบาย นายกรณ์นั้นเครดิตด้านเศรษฐกิจก็ไม่แพ้นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ อดีตรัฐมนตรีสมัยรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช และแค่ชื่อของนายมิ่งขวัญเองก็นำพรรคเศรษฐกิจใหม่พา ส.ส.เข้าสภาได้ถึง 6 คน ชื่อของนายกรณ์ก็ขายได้ในระดับหนึ่ง

พรรคใหม่ของนายกรณ์จะชื่อพรรคอะไรก็ยังไม่ทราบได้ แต่คิดว่า สนามแรกที่น่าจะลองมีการงัดกำลังกันคือผู้ว่าฯ กทม. เพราะถือเป็นสนามท้องถิ่นที่ใหญ่ที่สุด มีการสะท้อนปัญหาจากชนชั้นกลางมากที่สุด อีกทั้งพรรคการเมืองใหญ่อย่างพลังประชารัฐ เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ อนาคตใหม่ก็ต้องการเก้าอี้นี้เพื่อสร้างคะแนนเสียง อย่างน้อยคะแนนนิยมในตัวผู้ว่าฯ ที่ทำงานดีๆ ก็เพิ่มคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ให้พรรคได้ระดับหนึ่งไปถึงได้ ส.ส.กทม.

เลือดใหม่อาจเป็นความหวังว่าเราจะได้เห็นการเมืองแบบใหม่มากกว่าการต่อรองหรือพยายามเอาชนะ.
........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 177