อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2563

รัฐพร้อมผลักดันทำประมงอย่างยั่งยืน

ประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา พร้อมผลักดันทำประมงอย่างยั่งยืนในเวทีสมัชชาชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย จังหวัดสตูล พุธที่ 29 มกราคม 2563 เวลา 13.38 น.


สมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทยและสมาคมสตรีประมงพื้นบ้านภาคใต้ 22 จังหวัด รวม 51 องค์กร จัดประชุมสมัชชาประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทยครั้งที่ 7 ระหว่างวันที่ 27 -29 ม.ค. 2563 สวนสาธารณะหาดราไว ต.ขอนคลาน อ.ทุ่งหว้า จ.สตูล เพื่อเปิดเวทีให้ชาวประมงพื้นบ้านทั่วประเทศ ได้มีโอกาสพบปะพูดคุยและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ในการประกอบอาชีพ และร่วมหารือแนวทางการจัดการทรัพยากรประมง รวมถึงปัญหาการทำการประมงที่เกิดขึ้นในมิติต่าง ๆ โดยครั้งนี้มีชาวประมงพื้นบ้านผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมกว่า 300 คน



โดยมีพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ประธานคณะกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา เป็นประธาน เปิดการประชุม พร้อมด้วยนายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง , นายวีรนันทน์ เพ็งจันทน์ ผวจ.สตูล เข้าร่วม ทั้งนี้ นายสะมะแอ เจะมูดอ นายกสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านฯ ระบุว่า นับ เป็นนิมิตหมายที่ดี ที่กลุ่มประมงพื้นบ้าน และกรมประมง มาร่วมกันในการกำหนดเป้าหมาย การบริหารจัดการทรัพยากร และมาร่วมกันภายใต้หลักคิด เดียวกัน คือความยั่งยืนของทรัพยากรประมงและความมั่นคงในชีวิตของชาวประมง



ขณะที่พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า แม้ทางสหภาพยุโรปได้ประกาศปลดสถานะใบเหลืองของภาคประมงไทย เพื่อแสดงการยอมรับต่อความก้าวหน้าของการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย หรือ (IUU) ของไทยก็ตาม แต่การปลดใบเหลืองไม่ใช่เรื่องสำคัญ ถือเป็นการเริ่มต้น เพราะเป็นเพียงสัญลักษณ์เท่านั้นเอง ซึ่งสิ่งที่อยากเห็นและให้เกิดกับประเทศไทยคือ การทำประมงอย่างยั่งยืน ซึ่งย้ำมาตลอดว่าหากทำประมงอย่างยั่งยืนได้ใบเหลืองจะหายไปเองโดยธรรมชาติ ทรัพยากรจะดีขึ้นทุกอย่าง ขณะเดียวกันอยากเห็นการทำประมงพื้นบ้านบนความภาคภูมิใจ ในอาชีพที่มีเกียรติ และเดินออกไปที่ไหนก็ได้ ไม่ถูกมองว่าเป็นผู้ร้ายเป็นคนไม่ดี มีเรือเถื่อน ซึ่งสิ่งเหล่านี้บั่นทอนความรู้สึกของชาวประมง

พล.อ.ฉัตรชัยยังเน้นย้ำ ให้ประมงพื้นบ้านได้ร่วมกันทำให้เกิดขึ้นคือ (1) การขึ้นทะเบียนประมงพื้นบ้านเวลามีปัญหารัฐบาลจะได้นำข้อมูลที่ถูกต้องมาช่วยเหลือได้ (2)การขึ้นทะเบียน อัตลักษณ์เรือประมงพื้นบ้านขอให้มาขึ้นทะเบียนให้หมด (3) เมื่อทุกจังหวัดรวมตัวกันสิ่งที่อยากฝากไว้คือการกำหนดกติกาและการรักษากติกา (4)ขอให้สร้างความเข้มแข็งของชุมชนและสร้างความอุดมสมบูรณ์ของชายฝั่ง (5) อยากเห็นประมงพื้นบ้านมีที่ยืนบนเวทีสาธารณะทั้งในและต่างประเทศประกาศให้โลกได้เห็นว่าเราเป็นประมงที่ถูกกฎหมายและรักษาสิ่งแวดล้อม



ในปี 2560 เราจับได้สัตว์น้ำ 124,654 ตัน ต่อมาอีก 2 ปีในปี 2562 เราจับได้ 126,451 ตัน เพิ่มขึ้นเกือบ 2 พันตัน (1,887 ตัน) แสดงว่าทุกคนได้ประโยชน์ร่วมกันหมด ดังนั้นสิ่งที่สำคัญภาครัฐต้องเข้าไปช่วยด้วย เพราะเมื่อทะเลไทยสมบูรณ์ คนที่ได้รับประโยชน์ไม่ใช่เฉพาะชาวประมงเท่านั้นทุกคนทั่วประเทศไทยก็ได้รับอานิสงส์ด้วย

จากนั้นภาคบ่ายคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์วุฒิสภาเดินทางต่อไปยังศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้า-แจ้งออกเรือประมง(PI-PO)เพื่อติดตามการดำเนินการ รวมทั้งแนะนำการปฏิบัติงานของหน่วยงานในศูนย์ไม่ให้เกิดปัญหาจากการตรวจสอบของIUU



ปัจจุบัน มีเรือประมงพื้นบ้านที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องแล้ว 55,074 ลำ แต่จำนวนมีชาวประมงที่มาขึ้นทะเบียน 38,456 คน เท่ากับยังมีชาวประมงพื้นบ้านที่มีเรือ แต่ไม่มาขึ้นทะเบียนชาวประมงพื้นบ้านอีก 16,615 คน จึงอยากขอให้ประชาสัมพันธ์ให้ชาวประมงมาขึ้นทะเบียน เพื่อประโยชน์ของพี่น้องชาวประมงเอง ขณะเดียวกัน ยังเน้นย้ำ PIPO เป็นหน่วยที่มีความสำคัญในกลไก การติดตาม ควบคุม เฝ้าระวัง การทำประมง จึงควรมีแผนพัฒนาศักยภาพศูนย์ PIPO อย่างต่อเนื่อง ใช้เทคโนโลยีช่วยทำงานเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการทำงาน และทำงานเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

รวมถึงการลาดตระเวนทางทะเล เพิ่มความถี่ในการตรวจ เพื่อเป็นการป้องปราม และสร้างความสัมพันธ์อันดีกับพี่น้องชาวประมง เพื่อนำไปสู่จุดมุงหมายเดียวกัน คือการทำประมงอย่างยั่งยืน และไม่ต้องห่วงเรื่องเรื่องโครงการขนาดใหญ่ อย่างโครงการถ้าเทียบเรือปากบารา โดยจะยึดหลักพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่จะทำอย่างหนึ่งต้องไม่ไปเพิ่มปัญหาอีกอย่างหนึ่ง เป็นหลัก

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 39