อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 3 เมษายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 3 เมษายน 2563

ชะตากรรม'เศรษฐกิจไทย' ในยามวิกฤติงบประมาณ

สัปดาห์นี้ไปดู พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 63 กลายเป็นเรื่องใหญ่สร้างผลสะเทือนทั้งประเทศ หากเป็นโมฆะต้องตกอยู่ในสภาพสูญญากาศ เพราะน้ำมือนักการเมืองไม่กี่คน พฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 08.00 น.


ขั้นตอนการยกระดับสถานะร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท เพื่อนำไปสู่ความเป็น “พระราชบัญญัติ” ที่มีผลบังคับใช้ในการบริหารบ้านเมือง ที่เกือบจะเสร็จสมบูรณ์อยู่แล้ว แต่ไม่น่าเชื่อว่า ต้องมาตายน้ำตื้นง่ายๆ

เมื่อมีการเปิดโปงระหว่าง ส.ส.ซีกรัฐบาลด้วยกันเอง จากกรณี ส.ส.พรรคภูมิใจไทย 2 รายที่มีการ “เสียบบัตรแทนกัน” ในระหว่างประชุมร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 63 กลายเป็นเรื่องใหญ่สร้างผลสะเทือนทั้งประเทศ หากร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ฉบับนี้ต้องเป็นโมฆะ ประเทศก็จะอยู่ในสภาพสูญญากาศ เพราะไม่มีงบประมาณในการบริหารประเทศ

ทั้งที่ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 63 หากเป็นสถานการณ์ปกติทั่วไปจะต้องมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เมื่อ5เดือนที่แล้ว แต่ถูกเลื่อนเพราะรอให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง กว่าจะตั้งรัฐบาลลงตัวก็ต้องล่าช้าออกไปหลายเดือน ทำให้ในช่วงที่รองบฯ ปี 63 จึงไม่มีการลงทุนจากภาครัฐ



ยิ่งต้องมาเจอโรคซ้ำกรรมซัด กรณีนักการเมืองมักง่ายเสียบบัตรแทนกันยิ่งทำให้การใช้งบประมาณแผ่นดินต้องล่าช้าออกไป ไม่รู้ว่าจะได้ใช้เมื่อไหร่ อย่างที่รู้ๆ กันว่า งบประมาณคือ “เส้นเลือดใหญ่” หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของประเทศและเป็นเส้นเลือดที่วิ่งกระจายไปทุกพื้นที่ทั่วประเทศตั้งแต่ส่วนกลางไปยังส่วนภูมิภาค ลงไปถึงจังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้านในชนบทไม่ว่าใกล้หรือไกล เมื่อต้องสะดุด งบลงทุนที่จะไปต่อเติม ก่อสร้าง อาคาร หรืองบช่วยภัยแล้งก็ลงมาไม่ได้ แม้แต่งบประจำที่จ่ายเป็นเงินเดือนมีอยู่ราวๆ 5 แสนล้านบาท ถึงแค่มีนาคมนี้ เท่านั้น

ถ้าเงินงบประมาณไม่ลงมาไม่มีเม็ดเงินมาหมุนในระบบเศรษฐกิจ ระบบการจับจ่ายไม่เกิด ไม่มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรมต่อเนื่องก็ไม่ขยับ เศรษฐกิจก็ขับเคลื่อนลำบาก ขณะที่เศรษฐกิจอ่อนแรงอยู่แล้วจากแรงกระแทกทั้งภายในและภายนอก ยังถูกซ้ำเติมจากความมักง่ายของคนไม่กี่คน

ทางออกจะต้องยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ต้องใช้เวลา 1-2 เดือน คาดว่ารัฐบาลจะได้งบฯ ปี 63 จริงๆ เร็วที่สุดก็คงราวๆ เดือนเมษายน นั่นแปลว่า เม็ดเงิน 3.2 ล้านๆ บาทของงบประมาณปี 63 น่าจะมีเวลาให้ใช้ไม่กี่เดือนเท่านั้น หากโชคร้ายศาลรัฐธรรมนูญสั่งเป็นโมฆะเหมือนกับ กรณี พ.ร.บ.กู้เงินมาลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ครั้งนั้นก็มีการกดบัตรลงคะแนนแทนกัน นั่นเท่ากับต้องเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ กว่าจะมีผลให้ใช้ก็อาจะเกือบๆ ปลายปี

เท่าที่ทราบทางฝ่ายรัฐบาลก็เตรียมทางออกเฉพาะหน้า อาจจะต้องออกเป็น “พระราชกำหนด” โดยเร็วที่สุดเพื่อใม่ให้ระบบเศรษฐกิจเกิดสูญญากาศ ไม่ให้ประเทศต้องถูก "ชัตดาวน์” สถานการณ์อาจจะปั่นป่วนกันทั้งประเทศแต่ก็มีเสียงทักท้วง



จากนักกฏหมายบางคนบอกว่า กรณีนี้ไม่สามารถออกเป็นพระราชกำหนดได้เพราะกฏหมายรัฐธรรมนูญกำหนดชัดเจนว่า งบประมาณต้องออกเป็นพระราชบัญญัติเท่านั้น ไม่สามารถทำอย่างอื่นได้

อย่างไรก็ตามตอนนี้ก็ต้องมาลุ้นว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยออกมาอย่างไร หากวินิจฉัยให้ผิดเป็นรายมาตราถือว่าโชคดีหน่อย แต่ถ้าผลออกมาให้เป็นโมฆะทั้งฉบับก็ถือว่าโชคร้าย ซึ่งถ้าผิดเป็นรายมาตราก็อาจจะใช้เวลาดำเนินการ ไม่น่าเกิน 1-2 เดือนก็ใช้ได้ แต่ถ้าโมฆะทั้งฉบับก็เป็นเรื่องใหญ่ต้องมาเริ่มนับหนึ่งกันใหม่อย่างน้อยๆ ก็อาจจะใช้เวลา 6 เดือน ทำให้ระยะเวลาที่จะใช้งบประมาณปี 2563 จริงๆ ก็ไม่น่าจะเกิน 4 เดือน เท่านั้น

นั่นย่อมหมายความว่าการลงทุนภาครัฐที่เป็น “เครื่องยนต์ตัวสุดท้าย” ที่รัฐใช้สำหรับกระตุ้นเศรษฐกิจต้องเดี้ยงแทบทำอะไรไม่ได้ แม้ในที่สุดรัฐบาลจะหาทางออกได้ แต่เรื่องความเชื่อมั่นของภาคเอกชนต่อรัฐบาลน่าจะลดลง ทั้งนี้การที่เอกชนจะวางแผนการลงทุนหรือไม่ หรือจะลงทุนอะไรก็ต้องรอดูการลงทุนจากภาครัฐก่อน เมื่อรัฐต้องชะลอการลงทุนย่อมส่งผลกระทบการลงทุนในภาคเอกชนอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง

ความเสียหายจากความมักง่ายครั้งนี้ประเมินไม่ได้จริงๆ ไม่ต่างจากประเทศถูกชัตดาวน์ด้วยน้ำมือนักการเมืองไม่กี่คน แต่ก็ยังไม่เห็นว่าจะมีใครแสดงสปิริตออกมาว่าจะรับผิดชอบอย่างไร อีกทั้งก็ไม่เห็นว่าพรรคการเมืองที่เป็นต้นสังกัด จะจัดการกับความมักง่ายของสมาชิกพรรคอย่างไร

บทเรียนครั้งนี้เป็นราคาแพงที่ประชาชนต้องจ่ายทั้งที่ไม่ได้ก่อ.
.................................................
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน"


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%