อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 4 เมษายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 4 เมษายน 2563

'ไวรัสโคโรนา'สายพันธุ์ใหม่ 2019 ป้องกันได้ รักษาได้

สัปดาห์นี้กับเรื่อง “โคโรนา” ป่วนโลก! สถานการณ์ผู้ติดเชื้อระบาด เฮ! รับคนไทยกลับสู่บ้านเกิดแล้ว แนะวิธีป้องกัน รีบพบแพทย์หากมีอาการเสี่ยง พฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 10.00 น.


ข่าวการแพร่ระบาดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้สร้างความหวั่นวิตกแก่ประเทศจีนและประเทศต่างๆ ทั่วโลกเป็นอย่างมาก เนื่องจากพบว่ามีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเช่นกัน ทั่วโลกจึงมีการติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเคยมีการระบาดโรคทางเดินหายใจร้ายแรงซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสโคโรนสที่เรียกว่า โรคซาร์ (severe acute respiratory syndrome - SARS) ที่มีการระบาดในระหว่างปี ค.ศ. 2002-2003 สาเหตุเกิดจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ SARS-CoV ซึ่งเป็นไวรัสโคโรนาข้ามสปีชีส์จากค้างคาวผ่าน ชะมด (civet cat) มาติดเชื้อในคน

ในระหว่างปี ค.ศ. 2012-2014 มีการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ซึ่งเรียกว่าเมอร์ (Middle East respiratory syndrome coronavirus - ​MERS,CoV) ซึ่งเป็นไวรัสโคโรนาข้ามสปีชีส์จากค้างคาวผ่านอูฐมาติดเชื้อในคน เริ่มจากผู้ป่วยในประเทศซาอุดิอาราเบีย มีผู้ติดเชื้อรวม 1,733 คน อัตราการตายร้อยละ 36





การรับรู้ถึงการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 เริ่มตั้งแต่ เมื่อวันที่ 31 ธ.ค 62  พบผู้ป่วยโรคปอดอักเสบที่ไม่รู้สาเหตุในเมืองอู่ฮั่นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ต่อมาได้มีการรายงานเป็นทางการ เมื่อวันที่ 3 ม.ค. 63 ว่าโรคปอดอักเสบที่ระบาดที่อู่ฮั่น มีสาเหตุจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 และพบการแพร่เชื้อจากคนสู่คน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว. กลาโหม ออกแถลงการณ์กรณี 'ไวรัสโคโรนา เมื่อวันที่ 21 ม.ค. 63 ว่า... กรณีการระบาดของโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัส “โคโรนาสายพันธุ์ใหม่” ณ เวลานี้ การคัดกรองและเฝ้าระวัง เป็นไปอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาล โดยกระทรวงสาธารณสุข ได้ยกระดับศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน ด้านการแพทย์และสาธารณสุข เป็นระดับ 3 ให้สอดคล้องกับความรุนแรงของสถานการณ์ เพื่อติดตามสถานการณ์โรค ทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด และกำหนดมาตรการต่างๆ อย่างเหมาะสม รวมทั้ง สามารถบริหารจัดการทรัพยากรด้านการแพทย์และสาธารณสุข ทั้งในภาครัฐ ภาคเอกชน และทางทหาร ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบการเฝ้าระวัง ค้นหา และคัดกรอง ณ ช่องทางเข้า-ออกประเทศ ทั้ง 5 สนามบิน และช่องทางอื่นๆ ทั้งทางบก บริเวณชายแดน และทางเรือ ณ ท่าเรือต่างๆ ด้วย 



"..ขอให้มั่นใจว่าการดำเนินงานของรัฐบาลอยู่ในระดับมาตรฐานสากล การคัดกรองได้ผลดี พบผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสนี้ 8 ราย ทั้งหมดติดเชื้อจากประเทศจีน โดย 5 รายแรกหายแล้ว แพทย์ให้กลับบ้านได้ ซึ่งถือว่าเป็นการรักษาที่ได้ผลดี เหลือผู้ป่วยอีก 3 ราย ที่ยังคงรับการรักษาในโรงพยาบาลของเรา สถานการณ์โดยรวมขณะนี้ ถือว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ 100% แต่เราต้องไม่ประมาท เราต้องช่วยกันสอดส่อง เป็นหูเป็นตา ในการเฝ้าระวังและดูแลตัวเอง ให้ความร่วมมือกับทางการโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็นโรคที่ป้องกันได้ โดยขอให้ทุกคนดูแลสุขภาพให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงอยู่ใกล้ชิดกันกับผู้ที่มีอาการโรคระบบทางเดินหายใจ เน้นดูแลสุขอนามัยเรื่อง กินร้อน ช้อนกลางล้างมือ และสวมหน้ากากอนามัย ทั้งนี้ รัฐบาลขอยืนยันในความพร้อมของระบบการแพทย์และสาธารณสุข ที่มีมาตรการเฝ้าระวังและการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ติดอันดับ 6 จาก 195 ประเทศ จากการจัดอันดับโดยมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกิ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจของทุกคน ว่าเราเป็นที่ยอมรับในระดับโลก.."

ต่อมาเมื่อวันที่ 30 ม.ค. 63 องค์การอนามัยโลก ( World Health Organization -  WHO) ประกาศให้การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เป็น "ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ" ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยนายแพทย์เทดรอส อัธนอม เกเบรเยซุส (Dr. Tedros Adhanom Ghebreyesus) ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก แถลงว่า เหตุผลสำคัญของการประกาศให้การระบาดของไวรัสโคโรน่าในครั้งนี้ เป็นความกังวลว่า หากไวรัสชนิดนี้ระบาดไปในประเทศที่มีระบบป้องกันด้านสาธารณสุขไม่ดีพอจะทำให้ยากต่อการรับมือ จะทำให้องค์การอนามัยโลก รับมือกับการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาในระดับนานาประเทศได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ ได้ยกย่องมาตรการที่ทางการจีนดำเนินการได้อย่างยอดเยี่ยม อีกทั้งยังได้กล่าวย้ำว่า ไม่มีเหตุผลที่จะกำหนดข้อจำกัดด้านการเดินทาง หรือการค้ากับจีน  หลังจากสายการบินหลายแห่งประกาศระงับเที่ยวบินไปก่อนหน้านี้ องค์การอนามัยโลก ไม่แนะนำและคัดค้านการกำหนดข้อจำกัดใดๆ ในด้านการเดินทางและการค้า

เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 63 เครื่องบินโดยสารแบบแอร์บัส เอ320นีโอ ของ สายการบินแอร์เอเชีย เที่ยวบินที่ FD571 ได้บินออกจากกรุงเทพฯ ตั้งแต่เช้าตรู่ไปยังเมืองอุ่หั่นหลังจากที่รัฐบาลจีนอนุญาตให้รัฐบาลไทยส่งเครื่องบินไปรับคนไทย ซึ่งพำนักอยู่ที่เมืองอู่ฮั่นกลับประเทศได้ ในวันเดียวกันช่วงค่ำเวลา 20.30 น เครื่องบินลำดังกล่าวได้นำคนไทยจำนวน 138 คน เดินทางถึง สนามบินอู่ตะเภา หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่จากกองทัพเรือ และเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข นำตัวผู้โดยสารคนไทยที่กลับจากเมืองอู่ฮั่น ไปกักตัวตามขั้นตอนที่กำหนด เป็นเวลา 14 วัน ณ บ้านพักรับรอง ภายในฐานทัพ สัตหีบ จ.ชลบุรี



เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขจึงมีคำแนะนำข้อควรปฏิบัติ 5 ประการ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ไวรัสโคโรนาดังกล่าว ซึ่งมีข้อปฏิบัติคือ หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด สวมหน้ากากอนามัยอย่างถูกวิธี อยู่ห่างจากผู้มีป่วยที่ไอและจาม กินของร้อน ใช้ช้อนกลาง และหมั่นล้างมือ ไม่นำมือมาสัมผัส ตา จมูก ปาก โดยไม่จำเป็น

สำหรับวิธีการใช้หน้ากากอนามัยอย่างถูกต้อง มีดังนี้

ล้างมือให้สะอาด จับที่บริเวณสายคล้องหูของหน้ากากอนามัยทั้งสองข้าง (หากเป็นหน้ากากอนามัยชนิดเยื่อกระดาษให้สังเกตด้านที่มีสีเขียวหรือด้านที่มีลวดหันออกด้านนอก) ก่อนใส่ต้องให้ลวดอยู่ด้านบนตรงบริเวณจมูก จากนั้นนำสายคล้องเข้ากับหู กดขอบลวดให้แนบกับราวดั้งจมูกเรื่อยมาจนถึงใต้ขอบตา ไม่ให้มีช่องว่างระหว่างหน้ากากกับใบหน้า สวมหน้ากากให้คลุมทั้งจมูกและปาก โดยดึงลงมาให้อยู่บริเวณใต้คาง ระหว่างการสนทนากับผู้อื่นไม่ต้องถอดหน้ากากอนามัย การรับประทานอาหารหรือน้ำ ให้จับบริเวณด้านบนของหน้ากากอนามัย ดึงลงมาไว้ใต้คาง ก่อนดึงกลับขึ้นไปใหม่ ต้องเปลี่ยนหน้ากาก เมื่อเปรอะเปื้อน หรือเปียกชื้น ในแต่ละวัน อาจใช้หน้ากากอนามัย 2-3 ชิ้น การถอดหน้ากากอนามัยหลังใช้งาน ต้องจับบริเวณสายคล้องหูแล้วปลดออก หน้ากากอนามัยแบบเยื่อกระดาษใช้แล้วต้องทิ้ง และถ้าเป็นแบบผ้า สามารถซักแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ได้ การทิ้งหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้ว ควรใส่ถุงพลาสติกก่อนทิ้งลงถังขยะที่มีฝาปิด เพราะถือเป็นขยะติดเชื้อที่ต้องกำจัดอย่างมิดชิด จากนั้นล้างมือให้สะอาด

การล้างมืออย่างถูกวิธีให้ล้างด้วยน้ำและสบู่ โดยยึดหลัก 2 ก่อน 5 หลัง มีข้อปฏิบัติดังนี้ ก่อนทำอาหาร และก่อนการรับประทานอาหาร ส่วน 5 หลังมีข้อปฏิบัติดังนี้ หลังเข้าห้องส้วม หลังหยิบจับสิ่งสกปรก หลังเยี่ยมผู้ป่วย หลังสัมผัสหรือเล่นกับสัตว์ และหลังกลับมาจากนอกบ้าน ด้วยวิธีการล้างมือ 7 ขั้นตอน ดังนี้

1) ฝ่ามือถูกัน
2) ฝ่ามือถูหลังมือและนิ้วถูซอกนิ้ว
3) ฝ่ามือถูฝ่ามือและนิ้วถูซอกนิ้ว 
4) หลังนิ้วมือถูฝ่ามือ 
5) ถูนิ้วหัวแม่มือโดยรอบด้วยฝ่ามือ
6) ปลายนิ้วมือถูขวางฝ่ามือ
7) ถูรอบข้อมือ โดยทุกขั้นตอนทำ 5 ครั้ง สลับกันทั้ง 2 ข้าง
การล้างมือด้วยวิธีการข้างต้นถือเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพ เสียค่าใช้จ่ายน้อย และสามารถป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคได้ดี


หากสงสัยว่าจะได้รับการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งมีอาการ ไข้สูง > 37.5 องศา ไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล หายใจเหนื่อยหอบ ให้รีบไปโรงพยาบาลพบแพทย์โดยด่วน เพื่อจะได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและปลอดภัย.

รายงานล่าสุดสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคอุบัติใหม่ไวรัสโคโรนา 2019 เมื่อเช้านี้วันที่ 6 ก.พ. 63 มีผู้เสียชีวิตในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน 562 ราย ในต่างประเทศที่ฟิลิปปินส์ 1 ราย และฮ่องกง 1 รายรวม 564 ราย มีผู้ป่วยได้รับการติดเชื้อ 27,633 ราย สำหรับในประเทศไทยมีผู้ป่วยได้รับการติดเชื้อ 25 ราย เป็นชาวจีน 21 ราย และเป็นชาวไทย 4 ราย ได้รับการรักษาจนปลอดภัยและกลับบ้านแล้ว 9 ราย ส่วนที่เหลืออีก 16 ราย อยู่ระหว่างการรักษาตัวที่โรงพยาบาล.
……………………...
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล” 


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 234