อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 3 เมษายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 3 เมษายน 2563

ประวัติศาสตร์ต้องจารึก 'ลดดอกเบี้ย'ใครได้ใครเสีย

สัปดาห์นี้ไปดู กนง.แบงก์ชาติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีกร้อยละ 0.25 ต่อปี ครั้งแรกประวัติศาสตร์ ส่งสัญญาณเศรษฐกิจไทยอาการน่าห่วง พร้อมลุ้นไปด้วยจะฟื้นหรือไม่ แล้วใครได้ใครเสีย พฤหัสบดีที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 08.00 น.


การตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา มีมติเป็นเอกฉันท์ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีกร้อยละ 0.25 ต่อปี ทำให้ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็นครั้งแรกที่ดอกเบี้ยนโยบายของไทยลดลงเหลือร้อยละ 1 จากเดิมร้อยละ 1.25 แม้ปีที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ยังไม่มีการ ลดดอกเบี้ย ลงเหลือเท่านี้มาก่อน

ปกติการลดดอกเบี้ยนโยบายหรือดอกเบี้ยอ้างอิงแต่ละครั้ง คณะกรรมการ กนง.ต้องคิดแล้วคิดอีกยิ่งลดดอกเบี้ยบ่อยเท่าไหร่ สะท้อนว่าไพ่ที่มีอยู่ในมือก็จะเหลือน้อยลงทุกที ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงจะพยามเลี่ยงไม่ใช้วิธีนี้ ดังนั้นการที่ กนง.ลดดอกเบี้ยครั้งนี้ เท่ากับเป็นการส่งสัญญาณให้รู้ว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้ยังอยู่ในอาการน่าเป็นห่วงจริงๆ



สอดคล้องกับเหตุผลที่ กนง.อ้างว่า “เศรษฐกิจไทยปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าประมาณการเดิมและโตต่ำกว่าระดับศักยภาพ” ทั้งนี้ก็เนื่องจากมีปัจจัยหลายๆ ปัจจัยที่คาดไม่ถึง ทั้งการระบาดของไวรัสโคโรนา2019 หรือ ความล่าช้าของ พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563ที่เกิดจากความมักง่ายของนักการเมือง “เสียบบัตรแทนกัน” ทำให้แผนการลงทุนของรัฐต้องเลื่อนออกไป รวมถึงปีนี้เกิดวิกฤติภัยแล้งรุนแรงที่สุดในรอบ 40 ปี เป็นต้น

กล่าวสำหรับการลดดอกเบี้ยนโยบายหรือดอกเบี้ยอ้างอิง วัตถุประสงค์ก็เพื่อที่จะให้ธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเป็นผู้ปล่อยเงินกู้ให้กับประชาชนและภาคธุรกิจลด “ดอกเบี้ยเงินกู้” ลงให้สอดคล้องกับการลดดอกเบี้ยนโยบายด้วย จะทำให้ต้นทุนในการกู้เงินของภาคธุรกิจ “ถูกลง” ตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากธนาคารพาณิชย์ทยอยปรับลดดอกเบี้ยลงตามที่ กนง.ประกาศ ซึ่งขณะนี้ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งๆ ก็ทยอยปรับตามกันบ้างแล้ว อย่างน้อยจะส่งผลให้ “เงินบาทอ่อนค่า” ลงได้บ้าง ซึ่งน่าจะช่วยประคับประคองการส่งออกและธุรกิจท่องเที่ยวที่กำลังย่ำแย่ตั้งแต่ปีที่แล้ว เพราะเงินบาทแข็งค่า สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐที่ยืดเยื้อ และจากโรคระบาดไวรัสอู่ฮั่น จะได้มีโอกาสได้เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์บ้าง

สรุปรวมแล้วเจตนารมณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ ก็เพื่อจะให้ประชาชนและภาคเอกชนมีการขยับเงินทุน และจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น หลายคนอาจจะเห็นว่าเงินฝากคงได้ผลตอบแทนอะไรไม่มาก ต้องนำเงินออกไปทำอะไรเพื่อให้มันมีผลตอบแทนมากกว่าเดิม หากเป็นลูกค้าเงินกู้ พวกสินเชื่อบ้านก็คงคลายกังวลไปเปราะหนึ่ง เพราะภาระดอกเบี้ยคงลดลงตามไปด้วย เกิดเม็ดเงินไหลออกจากระบบ เกิดการจับจ่าย หมุนเวียนใช้คล่องขึ้น



อย่างไรก็ตาม การลดดอกเบี้ยเพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าย่อมมีคนได้และมีคนเสีย คนได้คือคนกู้เงินมาลงทุน คนกู้เงินมาซื้อบ้าน ส่วนคนที่เสียที่ต้องรับภาระมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา คือ คนฝากเงิน ส่วนใหญ่เป็นพวกข้าราชการ คนทำงานที่เกษียณอายุ หวังว่าจะฝากเงินไว้กินดอกเบี้ยยามเฒ่ายามแก่ และคนชั้นกลางคนหนุ่มคนสาวที่สร้างเนื้อสร้างตัวฝากเงินไว้สำหรับอนาคต คนพวกนี้น่าเห็นใจที่ต้องเป็นผู้เสียสละต้องแบกรับภาระมาตลอด

แม้จะต้องมีคนกลุ่มหนึ่งจะต้องเจ็บปวดก็ตาม แต่เพื่อให้เศรษฐกิจของประเทศเดินต่อไป กนง.ก็คงต้องเลือกวิธีนี้นี้ คงมองว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ ต้องเจออุปสรรคหลายด้าน จึงต้องมีมาตรการพยุงเศรษฐกิจเพื่อให้ขับเคลื่อนต่อไปได้

แต่อย่าลืมว่า การกระตุ้นการจับจ่ายด้วยนโยบายผ่อนคลายการเงินลักษณะนี้หากไม่ดูแลอย่างใกล้ชิด สิ่งที่จะตามมาคืออัตราเงินเฟ้อจะขยับสูงขึ้น ส่งผลค่าครองชีพ ราคาสินค้า และบริการ อาจจะขยับขึ้นได้

ที่สำคัญการที่ กนง.ให้ “ยาแรง” ครั้งนี้จะทำให้ผู้ป่วยฟื้นจากอาการไข้ได้หรือไม่ หรือว่าจะต้องลดดอกเบี้ยกระทั่งเหลือต่ำกว่า 1% ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด.
................................................
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    56%
  • ไม่เห็นด้วย
    44%