อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 5 เมษายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 5 เมษายน 2563

แครอทกับไม้เรียว

สหภาพยุโรป หรืออียู ตกลงเปิดตลาดในเครือข่าย 27 ประเทศสมาชิกกว้างขึ้นสำหรับเวียดนาม พร้อมกับปิดประตูการค้าขายสำหรับกัมพูชา โดยเป็นการให้รางวัลฮานอย ที่มีความคืบหน้าในการรับประกันแรงงาน ส่วนเหตุผลของการลงโทษพนมเปญ คือ ยังมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่มาก จันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 07.30 น.


สหภาพยุโรป หรืออียู ตกลงเปิดตลาดในเครือข่าย 27 ประเทศสมาชิกกว้างขึ้นสำหรับเวียดนาม พร้อมกับปิดประตูการค้าขายสำหรับกัมพูชา โดยเป็นการให้รางวัลฮานอย ที่มีความคืบหน้าในการรับประกันแรงงาน ส่วนเหตุผลของการลงโทษพนมเปญ คือ ยังมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่มาก

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของอียู เป็น การตอกย้ำนโยบายใหม่หุ้นส่วนการค้า ที่เกินเลยไปจากการเปิดเสรีตลาด ซึ่งจะเน้นควบคู่มาตรฐานทางด้านสิ่งแวดล้อม แรงงาน และสังคมด้วย

วันพุธที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา อียูได้แสดงให้เห็นถึงการใช้แรงจูงใจทั้งทางบวกและทางลบ หรือการลงโทษและให้รางวัล  แก่ 2 ประเทศคู่ค้าสมาชิกกลุ่มอาเซียน ที่ประชุมรัฐสภายุโรปในเมืองสตราสบูรก์ ฝรั่งเศส ลงมติด้วยคะแนนเสียง 401–192 อนุมัติข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับเวียดนาม ซึ่งเป็นความตกลงทางการค้า ที่ครอบคลุมมากที่สุด เท่าที่อียูเคยทำกับประเทศกำลังพัฒนาและเป็นประเทศที่ 2 ที่ทำกับสมาชิกกลุ่มอาเซียน ต่อจากสิงคโปร์

ฟิล โฮแกน กรรมาธิการการค้าอียู กล่าวว่า เวียดนามใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ ในการปรับปรุงสิทธิแรงงาน และความเป็นหุ้นส่วนใหม่ จะช่วยเพิ่มศักยภาพของอียู ในการส่งเสริมและจับตาตรวจสอบการปฏิรูปของฮานอย

นายเจิ่น ต๊วง แองห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม กล่าวว่า ข้อตกลงการค้าเสรีกับอียู ถือเป็น “ความสำเร็จครั้งใหญ่” ในความสัมพันธ์ อุตสาหกรรมของเวียดนามที่จะได้รับประโยชน์อย่างมากจากข้อตกลง ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับตั้งแต่เดือน ก.ค. คือ สิ่งทอเครื่องนุ่งห่ม รองเท้า และเฟอร์นิเจอร์ไม้

ข้อตกลงจะขจัดอัตราภาษี 99%  โดย เวียดนามจะมีเวลาเปลี่ยนผ่านสูงสุดถึง 10 ปี สำหรับสินค้านำเข้าบางรายการ เช่น ยานยนต์ และเบียร์

ทางด้านการลงโทษ กัมพูชาจะสูญเสียสิทธิพิเศษทางการค้า ประมาณ 20%  จากที่เคยมี ภายใต้แผนโครงการ ขายได้ทุกอย่างยกเว้นอาวุธ หรืออีบีเอ (Everything But Arms) ที่อียูใช้สำหรับช่วยเหลือ 48 ประเทศ ที่มีฐานะยากจนที่สุดในโลก ซึ่งรวมถึงกัมพูชา

คิดอัตราเป็นจำนวนเงินจะเท่ากับประมาณ 1,000 ล้านยูโร หรือ 34,045 ล้านบาท ที่กัมพูชาจะสูญเสีย ในการถูกจำกัดการส่งออกสินค้าไปขายใน 27 ประเทศของอียู

คณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) องค์กรบริหารของอียู บอกว่า การลดสิทธิพิเศษทาง การค้าของกัมพูชา เป็นผลจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน “อย่างร้ายแรงและเป็นระบบ” โดยรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ฮุน เซน  

อีซีจะเปลี่ยนจาก “อัตราภาษี 0%” เป็น “อัตราภาษีมาตรฐาน” สำหรับสินค้าสิ่งทอเครื่องนุ่งห่ม รองเท้า สินค้าสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวทั้งหมด และน้ำตาล โดยอัตราภาษีมาตรฐานสำหรับเสื้อผ้า อยู่ที่ 12%

บริษัทเสื้อผ้าและรองเท้ายี่ห้อดังระดับโลก อย่าง อาดิดาส พูม่า และลีวาย  สเตราส์ ให้ดำเนินการปฏิรูป แต่ในวันสุดท้ายก่อนถึงวันที่รัฐสภายุโรปลงมติ สมเด็จฮุน เซน ประกาศก้องที่กรุงพนมเปญ ว่า กัมพูชาจะไม่ยอม “ก้มหัว” ยอมตามข้อเรียกร้องของต่างชาติ

ในปี 2561 กัมพูชาเป็นประเทศที่ ได้รับประโยชน์จากโครงการ อีบีเอ ของ อียู มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในบรรดา 48 ประเทศยากจนที่สุดของโลก อันดับ 1 คือบังกลาเทศ โดยกัมพูชาส่งออกสินค้าไปอียูทั้งหมดในปีดังกล่าว รวมมูลค่า 5,400 ล้านยูโร  (183,845 ล้านบาท)  มากกว่าปี 2556 กว่า 2 เท่าตัว

ตอนนี้อียูกำลังทบทวนสถานะอีบีเอ ของเมียนมา จากข้อกล่าวหาล้างเผ่าพันธุ์ชน กลุ่มน้อยชาวมุสลิมโรฮีนจาในประเทศ เชื่อว่าหากการชี้แจงของเมียนมาไม่ได้ผล เป็น อันต้องโดนอีกรายเหมือนกัมพูชา เนื่องจากผู้กล่าวหาคือองค์การสหประชาชาติ ในรายงาน ของคณะเจ้าหน้าที่ที่ส่งไปตรวจสอบข้อเท็จจริงถึงที่เกิดเหตุ ในรัฐยะไข่ ทางภาคตะวันตกของเมียนมา.

...........................................
เลนซ์ซูม


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 42