อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2563

หน้ากากล่องหนกระชาก'เรตติ้งรัฐบาล'ลดฮวบฮาบ

ความชุลมุนวุ่นวายทำให้รัฐบาลเสียเครดิตมากที่สุดคือเริ่มตั้งแต่สัปดาห์ก่อนกรณี "หน้ากากอนามัย" ที่ทั้งเกิดปัญหา "ขาดแคลน" และ "ราคาแพงเว่อร์" พฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม 2563 เวลา 08.00 น.


ไม่น่าเชื่อว่ารัฐบาล ”บิ๊กตู่2” พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่เป็นกัปตันคอยคัดท้ายเรือแปะลำนี้ กำลังอยู่ในภาวะขาลงเร็วกว่าที่คิด ตลอดสองเดือนที่รัฐบาลที่ต้องรับมือกับวิกฤติไวรัส "โควิด-19” ดูวุ่นวายไปหมด จนไม่น่าเชื่อว่าบางคนที่เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลนี้เคยเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลคสช.มาแล้ว บางคนก็เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลก่อนคสช.มาหลายสมัย แต่การทำงานแต่ละคนเหมือนมือใหม่หัดขับหรือพวกมือสมัครเล่น
 
ความชุลมุนวุ่นวายทำให้รัฐบาลเสียเครดิตมากที่สุดคือเริ่มตั้งแต่สัปดาห์ก่อนกรณี "หน้ากากอนามัย” ที่ทั้งเกิดปัญหา "ขาดแคลน” และ "ราคาแพงเว่อร์” ทั้งที่มีสองกระทรวงที่ร่วมรับรับผิดชอบดูแลต่างก็โยนกันไปมา กระทรวงพาณิชย์ก็ยืนยันว่าหน้ากากไม่ขาด แต่สาธารณสุขก็บอกขาดแคลน ชาวบ้านก็โวยหาซื้อไม่ได้ ทั้งที่เรื่องนี้เป็นแค่เรื่องเล็กๆ



ข้อมูลจากคนที่อยู่ในแวดวงโรงงานผลิตหน้ากากอนามัยบอกว่า ทุกวันนี้ผลิตได้เท่าไหร่ก็ต้องตัดยอดให้กรมการค้าภายใน 50 % เวลาโรงพยาบาลไม่มีใช้มาขอซื้อ ก็โบ้ยให้ไปซื้อที่กรมการค้าภายใน แต่โรงพยาบาลก็บอกว่าได้น้อยหรือไม่ได้เลยก็มี ส่วนราคาที่ขายให้กรมการค้าภายในแค่ 2 บาทต่อชิ้น ซึ่งนำไปขายให้ประชาชนผ่านร้านธงฟ้าประชารัฐ 2.50 บาทต่อชิ้น เป็นราคาขายขาดทุน เนื่องจากราคาวัตถุดิบสูงมากเพราะจีนส่งของให้ไม่ได้ 

นี่คือเหตุผลของผู้ประกอบการที่ตอบคำถามว่า "หน้ากากหายไปไหน” และทำไมถึงแพง 

ขณะที่ข้อมูลจากคนวงในอุตสาหกรรมแอบกระซิบว่า ปัญหา "หน้ากากขาดแคลน” ส่วนหนึ่งเพราะมีการกักตุน ประกอบกับ ดีมานด์ เพิ่มอย่างรวดเร็ว เพราะผู้คนตื่นตระหนก ผวากลัวไวรัสโควิด19 และมีบางส่วนส่งออก เพราะโรงงาน ผลิตบางแห่ง ได้ บีโอไอ คือรัฐส่งเสริมการลงทุนเพื่อการส่งออก แต่เมื่อความต้องการในประเทศมีมากขึ้น รัฐบาล จะต้องเร่งจัดการแต่เนิ่น ๆ เพื่อขอไม่ให้โรงงานเหล่านี้ส่งออก



โดยที่ โรงงาน มีทั้งหมด 11 โรงงาน มีกำลังผลิตวันละ1.2 ล้านชิ้น เดือนละประมาณ 36 ล้านชิ้น ถ้าบริหารจัดการดี ๆ สื่อสารกันให้เข้าใจ ไม่กักตุน ปัญหาจะไม่หนักหน่วงอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ แต่กระทรวงพาณิชย์เพิ่งมาจัดระเบียบใหม่ เพิ่งจะเริ่มออกคำสั่ง ให้ 11 โรงงานที่เป็นผู้ผลิตส่งผลผลิตให้กระทรวงเป็นผู้ดูแล โดย 70% ของผลผลิตจะจัดสรรให้บุคลากรทางการแพทย์ตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ส่วนอีก 30% ให้ประชาชน

แต่ตอนหลังทั้งตัวแทนร้านขายยาจนถึงโรงพยาบาลต่างก็ยืนยันว่าไม่รับสินค้า

อันที่จริงปัญหาหน้ากากขาดแคลนและขายเกินราคารวมถึงการแจกฟรีหรือนำมาขายราคาถูกให้ชาวบ้านไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอะไร ถ้าจะแก้ปัญหาหน้ากากแพง สิ่งแรกก็ "ระงับส่งออก” ชั่วคราวให้พอใช้ในประเทศก่อน หรือจัดเป็นโควต้าให้กับโรงงานทั้ง11โรงส่งออกสัดส่วนจำหน่ายในประเทศเท่าไหร่แบ่งตามกำลังการผลิตแต่ละโรง กำหนดราคาให้สมเหตุสมผล และไม่ต้องผลิตหลายเกรดหลายมาตรฐานเพื่อสะดวกในการการควบคุม กำหนดราคาขายปลายทางชัดเจน ใครขายโก่งราคาต้องถูกลงโทษอย่างหนักถือว่าทำลายความมั่นคง



แต่ที่มาแตกดังโพละ เป็นการเฉลยปัญหาว่าหน้ากากหายไปไหนเมื่อมีการแฉทางสื่อโซเชียลจนตอนนี้กลายเป็นข่าวดังทั่วประเทศว่า "คนใกล้ชิด” ร.อ.ธรรมนัส พรมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร พร้อมพวก กักตุนหน้ากากไปขายฟันกำไร จนมีแรงกดดันให้ "บิ๊กตู่” จัดการด่วน

แต่เรื่องนี้มีคนตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจว่า "ต้นเรื่อง” อย่างกระทรวงพาณิชย์โดยกรมการค้าภายในที่รับผิดชอบเรื่องหน้ากากอนามัยปล่อยให้เกิดเรื่องอย่างนี้ได้อย่างไรหลายคนเชื่อว่า "คนการเมือง” ทำอย่างเป็นขบวนการ ต้องมีการสอบเรื่องนี้ให้ถึงต้นตอว่า มีใครร่วมขบวนการกักตุนหน้ากากสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน บ้าง

แค่เรื่องหน้ากากอนามัยเรื่องเดียวยังจัดการมั่วไปหมด ทั้งที่เป็นเรื่องเล็ก ๆ ไม่มีอะไรซับซ้อนสะท้อนว่า รัฐบาลไม่มีน้ำยาจริงๆ

ถ้าเรื่องเงียบไปเฉย ๆ เหมือนหลาย ๆ เรื่องที่เกิดในรัฐบาลนี้ ความเชื่อถือรัฐบาลที่นับวันลดลงเรื่อย ๆ คราวนี้คงทรุดฮวบ รัฐบาลเองก็คงอยู่ลำบาก.
................................................
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน”  


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 100