อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2563

หนังที่ทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าถึง 9 ปี

Work from home ไม่ใช่วันที่บริษัทให้เราหยุดพักผ่อน หรือออกไปทำงานที่อื่น เช่น พวกร้านอาหารหรือร้านกาแฟ  แต่ Work from home คือการทำงานที่บ้านซึ่งมีความปลอดภัยที่สุด จันทร์ที่ 23 มีนาคม 2563 เวลา 10.00 น.


บริษัทผมออกนโยบาย Work from Home เพื่อลดความเสี่ยงในการระบาดของโรค Covid-19 ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปที่ทำงาน การเข้าออฟฟิศ ขึ้นลิฟต์ นั่งชิดกัน ใช้ของร่วมกัน เพราะดูแนวโน้มแล้วจะมีผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าเราทุกคนป่วยพร้อมกันหมด คุณหมอและบุคลากรทางการแพทย์จะเหนื่อยที่สุดเลยครับ อีกทั้งเตียงผู้ป่วยและยารักษาโรคไม่น่าจะมีเพียงพอ

นโยบายของบริษัทผมได้เริ่มเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาครับ ที่ทำงานแบ่งเป็น 2 กลุ่ม (ลดปริมาณพนักงานให้เหลือครึ่งนึง) ทดลองทำงานที่บ้านและทำที่ทำงานสลับกลุ่มสลับวันกันสัก 2 สัปดาห์ คนที่อยู่ที่ทำงานนั่งทำงานห่างกัน คนที่ทำงานแบบ Work from home ต้องรายงานตัวให้กลุ่มรับทราบ ผู้บริหารจะดูว่าวิธีนี้พอจะทำงานได้มั้ย ถ้าทำได้จริงก็จะขยายการทำงานแบบนี้ออกไปอีก

ผมเองก็ขานรับนโยบายนี้ทันที เริ่มจากหาหนังมาตุนไว้ดูที่บ้าน ล้อเล่นนะครับ!...

Work from home ไม่ใช่วันที่บริษัทให้เราหยุดพักผ่อน หรือออกไปทำงานที่อื่น เช่น พวกร้านอาหารหรือร้านกาแฟ แต่ Work from home คือการทำงานที่บ้านซึ่งมีความปลอดภัยที่สุด ลดการเดินทางและพบปะผู้คน ได้รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ และทำเอง สื่อสารกับเพื่อนร่วมงานผ่านเทคโนโลยี และได้อยู่ใกล้ชิดกับครอบครัว อย่างไรก็ตาม เวลาทำงานเราต้องทำงานก่อนนะครับ เราต้องซื่อสัตย์ในจุดนี้

ส่วนนอกเวลางาน ใครจะพักผ่อน ออกกำลังกาย หรือดูหนังอยู่ที่บ้านก็ตามสบาย ซึ่งถ้าพูดถึงหนังที่ตรงกับเหตุการณ์โรคระบาดในช่วงนี้ ผมขอแนะนำหนังเรื่อง Contagion ครับ

หนังเรื่องนี้ผมได้ดูกับรุ่นพี่เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ ขณะนั้นประเทศเรากำลังติด Top 5 ประเทศที่มีการติดเชื้อเลยครับ ยิ่งดูยิ่งอิน แต่พอผ่านไปสักพัก อันดับเราค่อย ๆ ตกลงไป ประเทศอื่นแซงขึ้นมา ไม่รู้ว่าใช้วิธี "ไม่ตรวจ = ไม่พบ" หรือเปล่านะครับ (รัฐควรหา rapid test ที่ไม่แพงและรู้ผลได้รวดเร็วเพื่อให้คนทั่วไปซื้อตรวจเชื้อนี้ด้วยตัวเองเหมือนที่ประเทศเกาหลี) ผ่านไปเกือบเดือน ยอดผู้ติดเชื้อของเราไต่อันดับขึ้นมาอีกครั้ง เริ่มแพร่กระจายไปในทุกวงการ


 
กลับมาที่หนัง Contagion หลังจากนี้ผมจะสปอยล์เนื้อเรื่องของหนังแล้วนะครับ ใครยังไม่ได้ดูข้ามไปได้เลย แต่ถ้าเคยดูแล้ว หรือรู้เรื่องไปก่อนก็ไม่เป็นไร เชิญอ่านต่อได้เลยครับ แล้วจะทราบว่าทำไมผมถึงบอกว่าหนังเมื่อ 9 ปีที่แล้ว ช่างคล้ายคลึงกับเหตุการณ์โรคระบาดในปัจจุบันยิ่งกว่าคำทำนายใด ๆ

- เกิดจากคนจีน ของจริงคือ อู่ฮั่น ในหนังคือ ฮ่องกง

- เชื้อมาจากค้างคาว อันนี้เหมือนเป๊ะ แต่ในหนังบอกที่มาว่า ค้างคาวกำลังกินกล้วย มีคนไปบุกรุกโค่นป่า ค้างคาวบินหนี (กล้วยยังคาปาก) บินไปกินต่อที่โรงเลี้ยงหมู แล้วทำกล้วยตก ลูกหมูกินกล้วยต่อ แล้วลูกหมูถูกฆ่าเอามาทำหมูหัน เชฟชำแหละหมูเพื่อมาทำหมูหัน ไม่ได้ใส่ถุงมือ ผู้จัดการร้านเรียกเชฟไปถ่ายรูปกับแขก VIP หน้าร้านแบบไม่ทันได้ล้างมือ

รุ่นพี่ผมที่ทำงานด้านการอนุรักษ์ป่าและสิ่งแวดล้อมอินมาก "เห็นมั้ย เพราะเริ่มจากคนไปทำลายป่า แล้วคนเองนั่นแหละที่ได้รับผลกระทบเอง"

- ตัวแสดงในเรื่องดัง ๆ ทั้งนั้นครับ กวินเน็ธ พัลโทรว์แสดงเป็น “เบธ” ผู้บริหารหญิงที่ต้องเดินทางไปติดต่อธุรกิจที่ฮ่องกง แวะ transit ที่ Chicago และกลับมาที่ Minneapolis ทุกที่ที่เธอไป ผู้คนต่างติดเชื้อกันหมด ก็เพราะสนามบินและการเดินทางไปต่างประเทศนี่แหละเป็นการแพร่กระจายไปทั่วโลก


 
- การแพร่ระบาดคล้ายกันสุด ๆ ครับ ละอองจากร่างกาย ไอ จาม และการสัมผัสสิ่งต่าง ๆ ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นลูกบิดประตู ปุ่มลิฟต์ ที่กดน้ำ ฯลฯ แล้วมาจับหน้าจับตา (ตอนดูครั้งแรกผมคิดว่าเกินไปหรือเปล่า) อ้าว ไปๆ มาๆ ทุกวันนี้มีการรณรงค์ให้ล้างมือ ลงแอลกอฮอล์กันวันละหลายรอบเลยครับ

- บางคนแข็งแรงและมีภูมิ แม้อยู่ใกล้ ๆ คนป่วยก็ไม่เป็นไร (ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยมาก ๆ) แต่คนที่อ่อนแอและไม่มีภูมิตายทันที ในหนังตายเร็วมากครับ…สองวันก็ตายเลย ของจริงพอเยียวยารักษาจนรอดได้


 
- ไวรัสในเรื่องเหมือนกันคือ เป็นไวรัสที่รุนแรงตัวใหม่ ไม่มีใครเคยรู้จักมาก่อน ไม่มียารักษาหรือวัคซีนซะด้วย ต่างกันตรงที่ไวรัส Covid-19 ลงไปโจมตีที่ปอด แต่ในหนังเชื้อโรคขึ้นไปที่เยื้อหุ้มสมอง (ชักเกร็ง น้ำลายฟูมปากก่อนตาย)

- กว่าจะคิดค้นวัคซีนรักษาได้สำเร็จใช้เวลานานมาก คนตายไป 28 ล้านคนทั่วโลกแล้ว ทุกประเทศระดมสมองและรวมพลังกัน จนในที่สุดได้วัคซีนรักษาโรคได้สำเร็จ แต่กำลังการผลิตมีจำกัด ต้องจับฉลากเลขวันเกิด ใครเกิดวันที่จับได้ เข้าไปรับวัคซีนได้ก่อน

- พูดถึงหายนะก่อนที่จะได้วัคซีน มีอะไรบ้าง ปิดเมือง (ในอเมริกาปิดเป็นรัฐ ๆ ไป) ใช้กำลังทหารเข้ามาควบคุม แน่นอนว่าตอนแรก ๆ คน panic กักตุนอาหารและยารักษาโรค เกิดการปล้นจลาจลวุ่นวายไปหมด

- สถานที่ที่คนพลุกพล่าน เช่น สนามบิน กลายเป็นที่ร้าง ไม่มีคนเดินทางอีกต่อไป


 
- รัฐบาลไม่บอกความจริงเรื่องของโรคระบาดอย่างโปร่งใส ปกปิดไว้จนคนติดกันมากขึ้น

- มีเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยคนไข้ที่ติดเชื้อ ในที่สุดเจ้าหน้าที่คนนั้นก็ติดเชื้อและตายไปในที่สุด

- มีการสร้างข่าวปลอมว่ามียารักษาโรคได้ คนก็แห่กันไปหาซื้อมา จะใช้เงินเท่าไหร่ก็ยอม มีคนที่ตักตวงผลประโยชน์จากความทุกข์ของเพื่อนร่วมโลก

- ผอ.ศูนย์ที่ป้องกันโรคระบาดก็ทุ่มเทในการทำงาน แต่ก็ไม่วายที่จะบอกกับคนที่รักให้หนีจากเมืองไปอยู่ในที่ไกล ๆ ไม่มีคน แล้วย้ำว่า "ห้ามบอกใคร" คำศักดิ์สิทธิ์นี้ก็แพร่กระจายไปทั่วอย่างที่เรารู้ ๆ กัน ....ก็เข้าใจได้ครับ ข้อมูลอินไซด์ แม้จะมีหน้าที่สวมหัวโขนอย่างไร คนใกล้ตัวก็สำคัญเสมอ

- จะเห็นนิสัยคนในยามวิกฤต มีทุกรูปแบบ ความทุ่มเทของแพทย์ที่ทำงาน (ใช่ครับ ชุดนักบินอวกาศที่เราเห็นในหนัง ปัจจุบันได้เห็นในชีวิตจริงแล้ว) ความเห็นแก่ตัวของคน ความเด็ดขาดของผู้นำ

ผมเพิ่งนำหนังเรื่องนี้มาดูซ้ำอีกครั้งกับครอบครัว ซึ่งได้ผลกับลูกชายมาก ๆ เขาล้างมือบ่อยขึ้น และไม่นำมือมาลูบหน้า และเข้าใจว่าเราควรอยู่บ้าน ไม่ควรออกไปข้างนอกบ้านบ่อย ๆ

ใครเคยเปิดคำทำนายในหนังสือว่า ปี 2020 จะมีโรคระบาดทั่วโลก ผมยังไม่ตื่นเต้นเท่ากับได้ดูหนังเรื่องนี้ ผู้สร้างหนังเรื่อง Contagion เห็นล่วงหน้าได้อย่างไรถึง 9 ปีก่อนจะเกิดเหตุการณ์ที่เรากำลังประสบกันอยู่ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังมีความหวังลึกๆ ว่าเราจะได้วัคซีนและยารักษาโรคที่ค้นคว้าได้เร็วกว่าในหนัง ทั้งโลกจะมีกระบวนการจัดการที่เอาอยู่ ประเทศที่ควบคุมได้จะมี Handbook ส่งต่อหรือเป็นตัวอย่างให้กับประเทศที่เหลือ

สำคัญที่สุด คนจะตระหนักรู้เรื่องการดูแลป้องกันตัวเองให้มากขึ้น มีสติ รู้ว่าควรทำหรือไม่ควรทำอะไรกันมากขึ้น
.....................................
คอลัมน์ : ก้อนเมฆเล่าเรื่อง
โดย “น้าเมฆ”
หนังสือเด็กก้อนเมฆ
ขอบคุณภาพประกอบบทความจาก Warner Bros, Pictures



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    97%
  • ไม่เห็นด้วย
    3%

บอกต่อ : 284