อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 2 มิถุนายน 2563

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 2 มิถุนายน 2563

มาตรการเยียวยา "คนตกงาน" มาช้าดีกว่าไม่มา

ในที่สุดรัฐบาลก็ต้องออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะมีผลวันพฤหัสที่ 26 มีนาคม 2563 เป็นเวลา 1 เดือน ส่วนสาระของ พ.ร.ก.ฉบับนี้ หลายคนคงจะทราบกันไปบ้างแล้ว ไม่ถึงกับขึงตึงเท่าไหร่ ชาวบ้านน่าจะพอรับได้ พฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม 2563 เวลา 08.00 น.


พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ออกมาหลังจาก รัฐบาลและกทม.มีประกาศไปแล้ว 2 ขยักแต่ล้มเหลว ขยักแรกเมื่อวันที่ 17 มีนาคม ที่ผ่านมา รัฐบาลมีคำสั่งให้ปิดสถานบริการ พวกสนามมวย สนามม้า ฟิตเนส อื่นๆ สถานบันเทิง โรงหนัง โรงละคร ผับ บาร์ต่าง ๆ และสถานการศึกษา โรงเรียนกวดวิชา แต่ไม่ได้ปิดห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร

มาตรการที่หวังจะหยุดยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ดูจะยังไม่ได้ผล เพราะคนก็ยังสัญจรไปมา ยังไปกินข้าวในร้านอาหารเป็นหมู่คณะ ยังเดินห้างสรรพสินค้ากันปกติ



กระทั่งนำไปสู่ การ ”ล็อคดาวน์” กรุงเทพฯจากประกาศของผู้ว่าฯกทม. เมื่อวันที่ 21 มีนาคม ที่ผ่านมา แต่แทนที่ประกาศดังกล่าวจะ "ล็อกดาวน์” ตรึงคนอยู่กับที่แต่กลายเป็น ”ล็อคเอาท์” คนออกนอกเมืองกันจ้าละหวั่น คลื่นมหาชนไหลออกจากกรุงเทพฯไปต่างจังหวัด แรงงานพม่า ลาว นับหมื่น ๆ คนแออัดที่ชายแดนรอข้ามฟากกลับบ้านเกิด



ปัญหาทั้งหลายทั้งปวงเกิดจาก ”มาตการขาเดียว” ที่มุ่งแก้ปัญหา ”สาธารณสุข” แต่ไม่ได้คิดถึงปัญหาปากท้อง เมื่อคนตกงานไม่มีจะกินก็ต้องกลับไปฝากท้องที่บ้าน อย่างน้อย ๆ ก็มีข้าวกิน ไม่อดตาย

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเท่ากับเป็นความล้มเหลวในการ ”สกัดกั้นการแพร่ระบาดของโควิด-19”  ตรงกันข้ามยิ่งจะเป็นการซ้ำเติมให้การแพร่ระบาดกระจายจากกรุงเทพฯสู่ต่างจังหวัดมากขึ้น เพราะวัฒนธรรมของคนชนบทเป็นสังคมรวมหมู่ เป็นสังคมญาติพี่น้อง ยิ่งช่วงนี้เทศกาลงานบุญ โอกาสจะแพร่เชื้อได้ง่ายมาก
 
ยิ่งน่าห่วงเมื่อถึงกำหนดเปิดมาทำงาน ผู้คนหลั่งไหลเข้ากรุงเทพฯ ก็อาจจะนำเชื้อไวรัสในต่างจังหวัดเข้ามาแพร่เชื้อในกรุงเทพฯใหม่กลายเป็นว่า เชื้อโรคก็จะถ่ายกันไปมาระหว่างชนบทกับกรุงเทพฯ



ทั้งหมดนี้จึงนำไปสู่การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่น่าจะทำให้ตัดวงจรการสัญจรของประชาชนได้ แต่ที่น่าสนใจเที่ยวนี้ได้มีมาตรการเศรษฐกิจช่วยเหลือปากท้องประชาชนในห้วงเวลาที่ไม่มีงานทำ และ มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ รายกลาง และ เล็กมากขึ้น

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยให้ความช่วยเหลือทางการเงินและมาตรการทางภาษีกับผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

มาตรการช่วยเหลือจะมุ่งไปที่คนระดับล่างและธุรกิจขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาด ดังนี้

- ให้เงินช่วยเหลือ 5,000 บาท/เดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน สำหรับแรงงานลูกจ้าง-ลูกจ้างชั่วคราว-อาชีพอิสระ
- ยืดเวลายื่นภาษีเงินได้ไปถึง ส.ค.63 ให้สินเชื่อพิเศษดอกเบี้ยต่ำเสริมสภาพคล่องแรงงานนอกระบบประกันสังคม
- ยืดเวลายื่นภาษีเงินได้นิติบุคคล ภงด.50 ถึง 31 ส.ค.63 และ ภงด.51 ยืดเวลายื่นถึง 30 ก.ย.63
- ให้ธนาคารเอสเอ็มอี จัดวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท ให้สินเชื่อช่วยผู้ประกอบการขนาดเล็กมาก
- ยืดจ่ายภาษีสรรพสามิตสถานบริการ-ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมน้ำมันเป็นเวลา 3 เดือน
- ยืดเวลาเสียภาษีสรรพากร ทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม ธุรกิจเฉพาะ 1 เดือนให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ

 


แต่ที่เป็นไฮไลท์ น่าจะเป็นมาตรการที่ให้ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จะเป็นผู้รับลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการ เป้าหมายรวมทั้งสิ้น 3 ล้านคน โดยการ สนับสนุนเงินช่วยเหลือรายละ 5,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน ระหว่างเดือน เมษายน – มิถุนายน 2563

อย่างน้อย ๆ มาตรการนี้ช่วยให้คนที่ไม่มีงานทำมีเงินติดกระเป๋า คนที่เป็นแรงงานนอกระบบ 5,000 บาท ถ้าใช้อย่างประหยัด ๆ ก็น่าจะพอกล้อมแกล้มได้ ส่วนคนที่อยู่ในระบบประกันสังคมที่ออกเป็นมาตรการงวดแรก อีกร้อยละ 50 เป็นเวลา 180 วัน รวมกับแพ็กเก็จใหม่ ก็น่าจะอยู่ได้แบบสบาย ๆใน 3 เดือนนี้

ถ้าไม่มัวเงื้อง่าราคาแพงเร่งออกมาตรการแพ็กเก็จนี้มาตั้งแต่ล็อตแรก คิดว่าคนทำงานในกรุงเทพฯคงไม่แห่กับกลับบ้านเหมือนที่ผ่านมา แต่ไม่เป็นไร มาช้าดีกว่าไม่มา
...................................................
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน” 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    88%
  • ไม่เห็นด้วย
    13%

บอกต่อ : 109