อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2563

เข้าใจภาวะวิกฤต : ขอความร่วมมือไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

ประเทศไทยจะสื่อสารอย่างไรดี ? ให้คนตระหนักแต่ไม่ตระหนก คือให้ความร่วมมือในการกักตัวเอง ระวังรักษาความสะอาด แต่ไม่ถึงกับตระหนกจนถึงขั้นใครพูดอะไรก็ไม่เชื่อ พฤหัสบดีที่ 2 เมษายน 2563 เวลา 12.00 น.


สถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ขณะนี้ ต้องบอกว่า “มันเป็นเรื่องตึงเครียด” ไม่ใช่จะมาบอกว่า ประเทศไทยยังอยู่ในอันดับกลางๆ ยอดไม่พุ่งทะยานแบบยุโรป ปัญหาคือประเทศเราต้องเข้าเกณฑ์ PUI  (people under investigate ) ถึงจะขอตรวจได้ ยอดตรวจของประเทศไทยจึงยังไม่สูงนัก อย่าประมาท ถ้าเกิดเปิดตรวจเสรีแบบบางประเทศที่รัฐสวัสดิการเขาดีๆ ไม่รู้จะพบผู้ติดเชื้อพุ่งกระฉูดไปเท่าไร เพราะคนยังไม่แสดงอาการก็มีอีกเยอะ

และปัญหาของประเทศเราคือ การสาธารณสุขโดยภาพรวมยังไม่สามารถดูแลประชาชนให้ครอบคลุมได้หมด อย่างการตรวจคัดกรองโควิด-19 นี่มันกระบวนการตรวจไม่ใช่ง่ายๆ มันต้องตรวจ PCR ซึ่งหมอที่ตรวจได้กับเครื่องมือตรวจก็ไม่ใช่จะพอในทุกจังหวัด แถมวัสดุอุปกรณ์อะไรสำหรับแพทย์ก็ไม่ค่อยจะพอ หน้ากากอนามัย N95 นั้นสำคัญสำหรับโรคติดเชื้อก็ขาด และเป็นเวชภัณฑ์ประเภทใช้แล้วต้องทิ้งด้วยเพราะมันมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อ



ชุดตรวจ PPE ก็ไม่พอ หรือกระทั่งน้ำยาตรวจโควิด-19 ก็ชักจะไม่ค่อยพอขึ้นมาแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งเป็นระดับโรงเรียนแพทย์ต้องออกประกาศมาบอกว่าน้ำยาขาด ข่าวว่า สายสาธารณสุข คนทำงานแถวหน้าก็เคืองรัฐบาลอยู่ใช่น้อย กรณีที่พอหมอจะพูดว่า ขอรับบริจาค ของขาด ก็มี “ผู้ใหญ่” มาขอหรือมาสั่งว่าอย่าให้ข่าวอะไรทำนองนี้กลัวคนตื่นตระหนก มันเหมือนเราปล่อยทหารชุดที่สำคัญที่สุดไปตายเอาดาบหน้า

ต้องให้ระดับโรงพยาบาลที่มีคณะแพทยศาสตร์ อย่างศิริราช รามาธิบดี ออกมาพูดเอง “ผู้ใหญ่” บางคนถึงต้องหุบปากไปบ้างเพราะสั่งไม่ได้  อย่างน้อยหมอระดับอาวุโสในโรงเรียนแพทย์ก็เป็นคนออกมาประเมินสถานการณ์เป็นระยะ เพื่อให้รัฐบาลพิจารณาเรื่องการปรับแผนรองรับ เพราะที่ผ่านมา มันเหมือนเราเดินตามเชื้อโรคอยู่มากกว่าจะสกัดไม่ให้มันนำ ความล่าช้าอะไรต่างๆ เป็นต้นเหตุให้ยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มช่วงนี้ทะยานไปวันละร้อยขึ้น

จำได้ว่า ตั้งแต่ตอนที่เชื้อระบาดที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ตั้งแต่ก่อนตรุษจีน ก็เริ่มมีหมอมาเตือนแล้วว่า “มันเป็นโรคระบาดอุบัติใหม่ กระจายเร็ว ไทยควรปิดพรมแดน” แต่ตอนนั้นก็คือยังไม่อยากให้มีผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจหรืออะไรก็ตามแต่ ( เพราะจีนมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับไทย และนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยปีละเป็นสิบล้านคน) ทำให้ยังมีการปล่อยนักท่องเที่ยวเข้ามา เจอช่วงแรกๆ มาน้อยๆ ก็ยังรักษาได้ทัน

จุดเปลี่ยนมันน่าจะเริ่มจากการที่เกิด “แทกูโมเดล” คือป้ามหาภัยรายหนึ่งที่ติดเชื้อที่เมืองแทกู ร่อนไปแพร่เชื้อทั่วเกาหลีใต้ ทำให้คนเริ่มจะรู้จักคำว่า super spread กันแล้วว่า มันแพร่ได้ง่ายแค่ไหน แต่อนิจจาที่แทกูโมเดลไม่ได้สอนอะไรไทยเลย เพราะในที่สุด ประเทศเราก็เกิด super spread ขึ้นมาจากการกลุ่มที่เข้าไปชมการแข่งขันชกมวยที่สนามมวยลุมพินี เมื่อวันที่ 6 มี.ค. และกลุ่มนี้เป็นเซียนมวยจากทั่วประเทศ ก็กระจายเชื้อไปทั่ว



ตรงนี้ก็ต้องวัดใจทางฝั่งทหารเหมือนกัน ในฐานะที่สนามมวยลุมพินีอยู่ในความดูแลของกรมสวัสดิการทหารบก เมื่อรัฐบาลมีคำสั่งเรื่องห้ามรวมตัวกันตั้งแต่วันที่ 3 มี.ค. แต่นายสนามมวยยังมีการฝ่าฝืนจัดชกมวยวันที่ 6 มี.ค.โดยคิดว่าแค่ฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อวันที่ 5 มี.ค.ก็พอ นายกฯ ในฐานะ รมว.กลาโหมจะลงดาบจัดการเจ้ากรมอย่างไร ไม่ใช่แบบว่า “นั่นมันเป็นอดีตไปแล้วมาพูดเรื่องอนาคตดีกว่า” แบบที่ พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผบ.ทสส. พูด

ตอนนี้การระบาดมันไปทั่วประเทศแล้ว ก็ต้องลองศึกษาลักษณะของประเทศอื่นดูว่า เขาดูแลสถานการณ์กันอย่างไร อย่างอิตาลีที่มีคนป่วยคนตายเยอะมาก เพราะวัฒนธรรมเขาทักทายอะไรกันแบบถึงเนื้อถึงตัว และคนอิตาลีอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ มีคนสูงอายุ (ให้ดูครอบครัวพระเอกหนังเรื่อง green book เป็นอิตาเลี่ยน จะเห็นว่า เขารวมญาติกันทีนึงเยอะมาก) ในด้านพฤติกรรม เราก็ต้องระวังการนำเชื้อจากภายนอกมาแพร่ให้ผู้สูงอายุ หลีกเลี่ยงการสัมผัส

ที่น่าสนใจคือ “คนอิตาเลี่ยนไม่ค่อยร่วมมือรัฐบาลหรือไม่” เพราะมีคนทำคลิปผู้ว่าการแคว้นต่างๆ ของอิตาลีออกมาเรียกว่า “ด่า” ประชาชนได้เลยว่า สถานการณ์เป็นแบบนี้แทนที่จะร่วมแรงร่วมใจกันกักตัวอยู่ที่บ้าน กลับจะหาเรื่องออกไปเที่ยว เรียนจบอยากจัดปาร์ตี้ ฯลฯ ของไทยเราก็คล้ายๆ กันแหละ ให้กักตัวก็จะแหกกฎ ไปเช่าโรงแรมจัดปาร์ตี้กัน หรือต่างจังหวัด ก็เกิดบ่อนวิ่งมั่วไปหมด ใน กทม.ก็ไม่รู้มีบ่อนหลงหูหลงตาตำรวจกี่ที่



ขณะที่ตัวอย่างอย่างในประเทศญี่ปุ่น ด้วยสภาพสังคมของเขาเป็นสังคมที่กดดันเรื่องความมีวินัยมาก เพราะญี่ปุ่นเกิดภัยธรรมชาติบ่อย พายุเข้า แผ่นดินไหว รัฐบาลขอความร่วมมืออะไรคนญี่ปุ่นมักจะตื่นตัวทำตามแบบ “เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย” แถมคนญี่ปุ่นก็รักษาความสะอาดค่อนข้างมาก ทำให้สถานการณ์โรคสามารถคลี่คลายได้ไว หรือจีน ที่นั่นเป็นชาติคอมมิวนิสต์ เชื่อไม่เชื่อผู้นำบังคับต้องทำตาม ไม่งั้นติดตะรางหรือโทษปรับ

ประเทศไทยจะสื่อสารอย่างไรดี ? ให้คนตระหนักแต่ไม่ตระหนก คือให้ความร่วมมือในการกักตัวเอง ระวังรักษาความสะอาด แต่ไม่ถึงกับตระหนกจนถึงขั้นใครพูดอะไรก็ไม่เชื่อ แห่ตุนข้าวของ หรือถ้าตระหนกถึงขีดสุดคราวนี้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์อะไรไม่ฟังแล้ว วิ่งหาร่างทรงหรือมิจฉาชีพเป็นที่พึ่งทางใจซะอย่างนั้น หรือกระทั่งตระหนกจนเกิดพฤติกรรมต่อต้านสังคม ประเภทคิดว่าตัวเองติดก็เที่ยวป้ายน้ำลาย เสมหะไปทั่วให้คนอื่นติดด้วย

อันดับแรก เราต้อง “พูดความจริงกัน” นี่ย้ำหนักๆ เลย ไม่ใช่หมอที่เป็นด่านหน้าตรวจรักษาโรคออกมาพูดว่า ตอนนี้จะรับมือไม่ไหวแล้ว แต่“ผู้ใหญ่”สั่งให้เงียบเพราะกลัวเสียหน้า บอกไปเลยว่าสถานการณ์จริงของประเทศไทยอัตราส่วนการตรวจเจอเป็นอย่างไร จำนวนผู้รอคัดกรองอีกเท่าไร และที่สำคัญคือ วัสดุอุปกรณ์ , โรงพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์มันไม่พอจริง ๆ ไม่ใช่ให้ฝ่ายการเมืองมาพูดลมๆ แล้งๆ ว่า ทุกอย่างพอ



แล้วก็แนะนำแนวทางการดูแลรักษา ป้องกันระวังตัวเอง แนะนำพื้นที่เสี่ยงที่ไม่ควรเข้าไป บอกผลกระทบว่า ถ้าปล่อยให้โรคมันระบาดนานเกินเดือน พ.ค. ผลกระทบทางเศรษฐกิจไทยเจ๊งไปเท่าไร ขาท่องเที่ยวพังไปสองไตรมาส ส่งออกก็ใช่ว่าจะสถานการณ์ดี การจับจ่ายใช้สอยในประเทศก็ลด แล้วรัฐบาลก็ถังแตกไม่รู้หาเงินจากไหน ขณะที่ต้องจ่ายเงินช่วยเหลือประชาชนแบบให้เปล่าอยู่ สร้างจิตสำนึกส่วนรวมว่า โรคระบาดมากกระทบระดับมหภาคเพียงใด

การรู้สถานการณ์จริงทำให้คนเห็นความสำคัญ และอยากให้ความร่วมมือกับรัฐบาล ไม่ใช่ประเภทให้ข่าวมาแบบนึงอีกวันมาแก้ข่าว  และรัฐบาลจะมีมาตรการพิเศษ อะไรไม่ใช่ประกาศโครมเดียวแบบตอนปิดสถานประกอบการใน กทม. เพราะทำให้คนออกต่างจังหวัดมากและบางส่วนก็เป็นพาหะ จะมีมาตรการ รัฐบาลต้องประกาศให้ชัดว่า เราทำเพื่อไม่ให้เชื้อกระจายออกต่างจังหวัด และใครที่อยู่ กทม.แต่ไม่มีงานทำจะช่วยอย่างไร

ที่สุดแล้วยาแรงคือเคอร์ฟิว เราอยากถูกบังคับใช้หรือ ถ้าไม่ก็ร่วมใจกันกักตัว ไม่เพื่อตัวเองก็เพื่อคนรอบข้าง.
........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 269