อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2563

เคอร์ฟิว ขัดใจกันบ้าง แต่เป็นแนวทางแก้ปัญหา

การเพิ่มมาตรการของรัฐในการป้องกันไม่ให้ไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาดมากขึ้น โดยการใช้กฎหมายพิเศษเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาคือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่เชื้อก็ยังไม่ลดน้อยลง รัฐบาลจึงต้องประกาศเคอร์ฟิว ระหว่างเวลา 22.00-04.00 น. หวังจะควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ให้ยุติโดยเร็ว อาทิตย์ที่ 5 เมษายน 2563 เวลา 14.00 น.


รัฐบาลได้เพิ่มมาตราเพื่อป้องกัน และแก้ไขปัญหาการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เข้มข้น ขึ้นเรื้อยๆมา เป็นลำดับ โดยเริ่มด้วยการให้ประชาชนรับทราบสถานการณ์ การให้ความรู้ ความตระหนัก มีการขอความร่วมมือ และการใช้กฏหมายปกติที่มีอยู่

แต่ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ได้เป็นดังคาดการณ์ เพราะยอดผู้ติดเชื้อสะสมของประเทศไทยยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยวันละ 50 ราย และรัฐบาล จึงต้องมีมาตรการใหม่ ถูกงัดออกมาใช้เพื่อที่จะจำกัดวงการแพร่เชื้อให้ลดลง จึงใช้กฏหมายพิเศษเป็นเครื่องมืในการแก้ปัญหา คือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2563 และเมื่อยอดของผู้ติดเชื้อยังไม่ลดลง รัฐบาลจึงประกาศเคอร์ฟิว ระหว่างเวลา 22.00 น-4.00 น ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2563 หวังจะควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคระบาดโควิด-19 ให้ยุติลงให้ได้โดยเร็ว

การประกาศเคอร์ฟิวของรัฐบาล ทำให้พี่น้องประชาชนไม่ได้ความสะดวกสบายเหมือนที่ผ่านมาบ้าง หรือมีความแตกต่างไปปกติ แต่เพราะความจำเป็นต้องใช้หลักการ " สุขภาพนำเสรีภาพ " เพื่อเป็นการป้องกันและช่วยเหลือประชาชนจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้น และแพร่กระจายได้ง่ายอย่างรวดเร็ว โดยกำหนดให้จำกัดการเดินทาง เคลื่อนย้ายบุคคล และรวมตัวกัน โดยประกาศเคอร์ฟิว หรือห้ามบุคคลออกนอกเคหะสถานทั่วประเทศ ไปจนกว่าสถานการณ์จะเริ่มกลับมาเป็นปกติ กล่าวคือ จนกว่าการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสจะคงที่ ไปจนถึงลดลงในที่สุด ผู้ใดฝ่าฝืนข้อห้ามนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ



นอกจากการออก พ.ร.ก ฉุกเฉิน และการประกาศเคอร์ฟิวของรัฐบาลแล้วในที่ประชุมของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. ยังได้สั่งการให้มีการดำเนินการ ดังนี้

1.ด้านการแพทย์และสาธารณสุข โดยจัดหายาที่จำเป็นในการรักษาให้เพียงพอและมีแผนการจัดหาเพิ่มเติมจากต่างประเทศ และให้โรงพยาบาลจัดให้มีพื้นที่เพียงพอต่อการรองรับผู้ป่วย นอกจากนี้ผู้ป่วยด้วยโรคนี้ รัฐบาลถือว่าเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินดังนั้น จะมี 3 กองทุนเพื่อรองรับ คือกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนรักษาพยาบาลประกันสังคม และกองทุนรักษาพยาบาลสวัสดิการข้าราชการ มารับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้

2.ด้านการควบคุมสินค้า ได้สั่งการให้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการกระจายหน้ากากและเวชภัณฑ์สำหรับประชาชน และศูนย์ปฏิบัติการควบคุมสินค้า สำหรับสินค้าที่กักตุน รัฐบาลจะใช้กฎหมายเข้มงวด ทั้งนี้การกักตุนสินค้ามีอัตราโทษสูง จำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ



ซึ่งมาตรการทั้งหมดนี้ได้ถูกนำมาใช้ในการจำกัดการกระทำที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ และมาตรการทั้งหมดสอดคล้องกับคำแนะนำทางการแพทย์ จึงเห็นได้ว่ารัฐบาลเลือกใช้มาตราการจากน้อยไปหามาก จากเบาไปหาเข้มหรือค่อยๆหนักมากขึ้น แม้จะมีอำนาจอยู่ในมือมากมาย ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่รัฐบาลก็ยังคงคำนึงถึงหลักการการอยู่อย่างปกติสุขของประชาชนให้มากที่สุด ไม่ริดรอน ข่มขืนใจประชาชนมากนัก

แต่อย่างไรก็ตามประชาชนเอง สามารถช่วยให้ประเทศกำจัดโรคระบาดโควิด-19 ได้อย่างรวดเร็วขึ้น คือการปฏิบัติตามมาตรการของทางราชการ และหมั่นรักษาความสะอาด ดูแลรักษาสุขภาพของตนเองและคนในครอบครัว เพื่อเป็นการป้องกันการรับและส่งต่อเชื้อไวรัสตัวร้ายนี้

ด้วยความห่วงใย เรามาก้าวข้ามผ่านวิกฤตินี้ไปด้วย
.............................
โดย นริศ ขำนุรักษ์

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 29