อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 29 กันยายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 29 กันยายน 2563

'เชฟเปิ้ล'จากหนูน้อยชอบทำอาหาร ผสานแรงใจสู่'Chef De Cuisine'เมืองจีน

ความมุ่งมั่น ความหลงใหล และความกล้า สามารถเปลี่ยนหนูน้อยคนหนึ่งที่ชอบทำอาหาร ให้กลายมาเป็นหัวหน้าเชฟที่ต่างชาติยอมรับด้วยความภาคภูมิใจ อาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม 2563 เวลา 08.00 น.


"ความมุ่งมั่น ความหลงใหล และความกล้า สามารถเปลี่ยนคนธรรมดาไปเป็นคนพิเศษได้” ปรัชญาชีวิตจาก “นิรนาม” ฉะนั้นเราต้องไม่ลืมว่าความพิเศษเราก็เป็นได้เหมือนกันแม้จะไม่ได้มีพรสวรรค์มาตั้งแต่เกิด

เฉกเช่นเดียวกับ ด.ญ.เปิ้ล เด็กหญิงน่ารักตัวน้อยที่ซุกซนตามประสา แต่ใครจะรู้ว่าหนูน้อยคนนั้นจะไล่ตามความฝัน กล้าทิ้ง กล้าแลก กล้าเปลี่ยนแปลง และกล้าหาญเกินตัว จนกลายเป็น “เชฟเปิ้ล” Chef De Cuisine ของคนไทยที่ชาวต่างชาติให้การยอมรับว่าเจ๋งจริง



“เชฟเปิ้ล” น.ส.รังสิมา โชตินันท์ วัย 39 ปี รำลึกวัยเด็กให้ฟังว่า เป็นคน กทม.มาแต่กำเนิด เป็นน้องคนสุดท้องคนที่ 5 ตั้งแต่เกิดมาก็พบว่าที่บ้านเปิดร้านขายของชำแถวตรอกจันท์ เป็นครอบครัวใหญ่ที่มีแต่ความอบอุ่น เท่าที่จำความได้ก็รู้สึกชอบการทำอาหารมาตลอด เล่นก็เล่นทำอาหาร เล่นเป็นแม่ครัว ทำกับข้าวให้คนอื่นกินประมาณเนี๊ย พอเติบโตขึ้นมาอีกหน่อย เวลาคนในบ้านไม่อยู่ก็จะทำอาหารกินเอง คิดเอง ปรุงในแบบที่อยากกินแล้วก็กินเอง เรียกง่ายๆว่าเจออะไรก็ใส่ลงไป คนอื่นกินไม่ได้ไม่เป็นไรแต่เรากินได้ มันเลยติดการปรุงอาหารมาตั้งแต่นั้นมา

แต่ใช่ว่าชอบทำอาหารและจะได้ไล่ตามความฝันได้เลย เพราะเมื่อวันเวลาผ่านไปจากเด็กน้อยก็การเป็นวัยรุ่นกลายเป็นสาว หลังจากเรียนจบคณะบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ ม.หัวเฉียว เธอก็มาทำงานเป็นครูสอนฟิตเนส ซึ่งมองยังไงก็แตกต่างจากการเข้าครัวลิบลับ



“ตอนนั้นสอนฟิตเนสอยู่ได้ 4 ปี ยังค้นพบตัวเองไม่เจอเลย คือรู้ว่าชอบทำอาหารแต่ยังไม่มีความคิดจะพุ่งเป้าไปทางนั้น แต่สิ่งที่ได้จากฟิตเนสคือทำให้เรารู้ว่าร่างกายคนเราเป็นอย่างไร รู้อนาโตมีหรือกายวิภาคระบบในร่างกาายคน รวมทั้งอาหารที่กินเข้าไปนั้นมันมีประโยชน์หรือไม่มี และอาหารมันช่วยอะไรร่างกายเราได้บ้าง”

ในเมื่อมันไม่ใช่ทางแม้จะได้ความรู้มามากมาย แต่ก็ถึงเวลาต้องหาตัวตนใหม่อีกครั้ง ทำให้เธอตัดสินใจขอลองมาเป็น “เซลล์เอ็นจีเนีย” ของบริษัทหนึ่ง และวนเวียนอยู่กับการเป็นเซลล์นั้นนานถึง 6 ปี กระทั่งเกิดการอยู่ตัว มันคล้ายกับการทรงตัวอยู่กับที่ อยู่กลางๆไม่เดินหน้าไม่ถอยหลัง และแล้วความคิดการค้นหาตัวเองจึงพรึ่บขึ้นมาอีก



“เซฟเปิ้ล” เล่าต่อว่า พออายุมากขึ้น มีเวลากลับมานึกคิดชั่งใจทำให้รู้ว่าเส้นทางที่เดินทางมามันถูกต้องแต่มันไม่ถูกใจ เพราะที่จริงเราชอบทำอาหารมากที่สุด มันคือความรักความหลงใหลมาทั้งชีวิต เมื่อคิดได้ดังนั้นก็ลาออกจากงานเลย รีบเปิดเว็บไซต์ค้นหาโรงแรมที่เขาเปิดรับพนักงานในครัว จนไปเจอว่าที่โรงแรมในภูเก็ตกำลังต้องการเด็กห้องครัวพอดีจึงตัดสินใจสมัครทันที พร้อมบินจากเมืองหลวงไปสู่โลกกว้างที่แดนใต้



“ตอนนั้นเรามั่นใจในการตัดสินใจแล้ว ไม่มีความรู้สึกว่าคิดผิดสักนิด แม้ว่าเงินในกระเป๋าจะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ไปด้วยก็ตาม จากเงินเดือนหลักแสนกว่า แต่พอมาเป็นเด็กห้องครัวโรงแรมเงินเดือนจะเหลือแค่ 4,000 – 5,000 บาท เท่านั้นเอง ยอมรับว่าไม่ปรึกษาใครเลย และพ่อกับแม่เขาก็ให้อิสระด้วย งานตอนนั้นคือล้างจาน ขนของ หั่นผัก ไม่มีตอนไหนเลยที่ได้ปรุงอาหาร เรียกง่ายคือเริ่มจากศูนย์ก้ว่าได้”

เมื่อเวลาผ่านมา “เซฟเปิ้ล” รู้จักเมนู รู้จักวัตถุดิบ และจดจำได้ขึ้นใจ ก็เริ่มไต่เต้าขึ้นมาเป็นคนเตรียมข้าวของเตรียมวัตถุดิบ ส่วนการปรุงอาหารก็เป็นแบบครูพักลักจำ คือรีบทำงานในส่วนตัวเองให้เสร็จแล้วปรี่ไปดูการปรุงของพ่อครัว อย่างที่บอกว่าความมานะอุตสาหะและความตั้งใจจะนำพาโอกาสมาให้เสมอ และแล้ววันหนึ่งเมื่อผู้ช่วยเชฟหยุด หัวหน้าเชฟจึงให้โอกาสเธอปรุงอาหารให้แขกเป็นครั้งแรก ซึ่งเมนูแรกที่เธอไม่ลืมเลยคือ “ซุปเห็ด” และ “เค้กบราวนี่”



น.ส.รังสิมา เผยความรู้สึกอีกว่า มีโอกาสปรุงอาหารมาเรื่อยๆจนเกิดความชำนาญ ลองผิดลองถูกจนเกิกความกล้าคิดกล้าลอง ไต่เต้าขึ้นมาทีละขั้นตอนจนมาเป็น “เชฟ” ด้วยระยะเวลา 4 ปี คิดเสมอว่าเวลาไปทำงานก็เหมือนไปที่ยวเลยไม่รู้สึกเบื่องาน มีอะไรใหม่ตลอด ได้ไปเรียนรู้จากแผนกอื่นๆด้วยที่จะเพิ่มพูนความเชี่ยวชาญให้กับตัวเอง โดยปกติแล้วตามโรงแรมจะมีครัวอยู่ 3 ประเภทคือ ครัวคาว ครัวหวาน และครัวของเย็น ตนได้ประจำการอยู่ที่ครัวคาวและครัวหวานเป็นหลัก



“ไม่นานนักมีโรงแรมที่ประเทศกาตาร์เขาติดต่อมาหา พร้อมกับเสนอให้ไปเป็นเชฟที่โรงแรมเขา เราคิดว่านอกจากจะมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นแล้วยังได้ภาษา ได้ความท้าทาย อยากรู้ว่าในครัวไทยกับครัวต่างประเทศต่างกันหรือไม่จึงตัดสินใจบินไป และบอกเลยว่าวิถีชีวิตต่างกันสุดๆ ที่กาตาร์จำกัดสิทธิผู้หญิง อากาศร้อนจัด และยังทำงานต่างกับครัวของไทยมาก คือของเขาเป็นระบบกว่าเพราะมีเรื่องฮาลาลเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย อาหารหลักๆก็จะเป็นของอินเดียกับอเมริกัน”

ปรับตัวอยู่พักใหญ่ สุดท้ายก็ทำสำเร็จ แต่ใช่ว่าเธอจะหยุดอยู่ที่ประเทศกาตาร์แค่นั้น เนื่องจากเมื่อทำงานไปได้เพียงเดือนครึ่ง ด้วยความที่เริ่มมีชื่อเสียงทำให้ไปติดหูโรงแรมจากเมืองกุ้ยหยาง ประเทศจีน ถึงขนาดต่อสายตรงเข้ามาทาบทามให้ไปเป็นเชฟเฉพาะทาง หรือ Chef De Cuisine เลยทีเดียว แล้วมีหรือที่เธอจะไม่ไขว่คว้าไว้ แถมยังได้เพิ่มเติมในเรื่องภาษาจีนและสภาพอากาศคล้ายเมืองไทยอีกด้วย นอกเหนือจากรายได้ที่มากขึ้นแล้ว



เซฟเปิ้ล บอกว่า ตอนที่ไปเป็นหัวหน้าเชฟของโรงแรมที่จีน มันก็ต้องปรับตัว ทีมงานชาวจีนยังไม่ค่อยยอมรับเราเท่าไร อาจด้วยเพราะพวกเขาแก่กว่า มันก็เหมือนลองเชิงกับเรา คิดแค่ว่าเราต้องทำให้เขาเห็นว่าเราของจริง พิสูจน์ฝีมือให้เห็น สุดท้ายพวกเขาก็ยอมรับและเชื่อใจกันมากขึ้น ทำให้ทุกวันนี้มีความสุขเหลือเกิน หน้าที่หลักๆคือดูแลอาหารไทย จีน อิตาลี รวมไปถึงของหวานของเย็นอีกด้วย กระทั่งต่อมาก็ได้ย้ายไปประจำอยู่ที่โรงแรมในเมืองเสิ้นเจิ้นที่เป็นโรงแรมใหญ่กว่าอีก และใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาได้ 5 ปี จวบจนปัจจุบัน

“ตอนนี้ยังรู้สึกสนุก ชื่นชอบ หลงรักในหน้าที่การงานนี้ตลอด เพราะอาหารมันมีความท้าทายเสมอ วัตถุดิบบนโลกนี้ยังมีอีกนับไม่ถ้วน ภูมิใจที่ตัวเองเลือกทางไม่ผิด ตั้งแต่วันที่เลือกทิ้งเงินแสนมาเอาเงินหลักพัน เป็นการไล่ตามความฝันจนทันแล้ว ยิ่งพอมองย้อนกลับไปในเส้นทางที่เราเดินมาถึงทำให้รู้ว่าเราควรภูมิใจในความกล้าและความมุมานะของตัวเราเองที่สุด”





Chef De Cuisine ฝากทิ้งท้ายว่า ใครที่ชอบทำอาหารและรักในการเข้าครัว คุณต้องกล้าตัดสินใจ กล้าลองผิดลองถูกและต้องอดทน อาหารที่เราปรุงไม่ใช่มีแค่ความอร่อย และรูปลักษณ์ที่สวยงามแค่นั้น แต่มันหมายรวมถึงมีความเป็นตัวตนของเรา มีจิตวิญญาณของเรา และเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเราอยู่ในจานนั้นด้วย. 

*******************
คอลัมน์ : นิยายชีวิต
โดย     :  คุณสลีป

อ่านนิยายชีวิตทุกตอนได้ทั้งหมด..ที่นี่

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%