อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 22 กันยายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 22 กันยายน 2563

ความรุนแรงที่สหรัฐอเมริกา เมื่อตำรวจเป็นอาชญากรเสียเอง

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกามีการประท้วงอย่างมากในหลายเมือง ที่จริงแล้วการประท้วงลุกลามไปหลายประเทศ หนอนโรงพักอาทิตย์นี้ขอพาผู้อ่านไปพูดถึงเรื่องราวเหตุการณ์ชนวนปะทุที่หมักหมมในอเมริกา พุธที่ 3 มิถุนายน 2563 เวลา 14.00 น.


ต้องเข้าใจว่าในรอบหลายปีที่ผ่านมา คนดำจำนวนมากถูกตำรวจยิงทิ้งเพราะต้องสงสัยว่าเป็นคนร้าย กรณีแบบนี้มีมากเหลือเกินในช่วงที่ผ่านมา พอ ๆ กับเหตุกราดยิง มันคือปัญหาการเหยียดผิว ตำรวจผิวขาวจำนวนมากมีอคติกับคนดำ หลายครั้งคิดว่าคนเหล่านี้เป็นคนร้าย นั่นเป็นการสันนิษฐานไว้ล่วงหน้า ซึ่งเป็นปัญหามาหลายสิบปีแล้ว

ตลกเดี่ยวไมโครโฟนคนดำเคยออกมาปล่อยมุกตลกกับพฤติกรรมบางอย่างที่คนดำทำแล้วจะโดนตำรวจจับหรือถึงขั้นโดนฆ่าได้ ขณะที่ถ้าเป็นคนขาว ตำรวจจะไม่สนใจ หลายครั้งที่คนดำผู้บริสุทธิ์ถูกฆ่าแล้วเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ในอเมริกา



แต่ครั้งนี้ปัญหาวิกฤติโควิด-19 ที่ทำให้คนตกงานเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก เมื่อจอร์จ ฟลอยด์ อเมริกันคนดำเอาแบงค์ 20 ปลอมไปขอซื้อบุหรี่ แล้วเสมียนร้านจับได้ แจ้งตำรวจให้มาตรวจสอบ ตำรวจ 4 นายมาถึงและลากจอร์จ ฟลอยด์ลงจากรถ พวกเขาบอกว่าฟลอยด์มีท่าทีขัดขืนการจับกุมขณะใส่กุญแจมือพาดหลัง จึงจำเป็นต้องกดเขาลงกับพื้นถนน แล้วใช้เข่าค้ำยันกดทับที่คอของฟลอยด์

การกระทำนี้เกิดขึ้นจากตำรวจผิวขาว มีคนเห็นเหตุการณ์แล้วถ่ายคลิปไว้ ฟลอยด์พยายามบอกว่า “ผม...หายใจ...ไม่ออก” (I can’t breathe) แต่ตำรวจก็ไม่เอาเข่าออกจากคอ ยังพูดจากระแหนะกระแหน การกดทับนี้ใช้เวลา 8 นาทีกว่า ๆ แม้เพื่อนตำรวจจะบอกให้เลิกทำ แต่ตำรวจผิวขาวรายนี้ก็ไม่ฟัง จนฟลอยด์แน่นิ่ง เมื่อรถพยาบาลมารับตัว ปรากฏว่าฟลอยด์เสียชีวิต

นี่กลายเป็นเหตุการณ์ใหญ่ เพราะทำการตำรวจผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ก่อเหตุฆาตกรรมกลางถนนในเมืองมินเนอาโพลิส ผู้ว่าเมืองต้องสั่งไล่ตำรวจทั้ง 4 นายออก แต่เปลวไฟแห่งความไม่พอใจได้ปะทุแล้ว นั่นจึงทำให้เกิดการประท้วง แม้จะมีการตั้งข้อหาฆาตกรรมกับตำรวจผิวขาวที่ทำแบบนี้ มันก็ยังไม่เพียงพอ

เหล่าราษฎรจึงออกมารวมตัวกันมหาศาล ทั้งคนดำ คนขาว คนผิวเหลืองแทบทุกสีผิวรวมตัวก่อเหตุประท้วง ร่วมตะโกนคำพูดของฟลอยด์ที่บอกว่า ผมหายใจไม่ออก ขบวนการ Black lives matter ซึ่งเป็นการรวมตัวเคลื่อนไหวให้คนในประเทศเห็นชีวิตคนดำมีค่า ที่ผ่านมาถูกยิงตายอย่างอนาถเป็นประจำ การร่วมแรงร่วมใจโดยไม่สนสีผิว ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก คนขาวจำนวนมากบอกว่า การที่ตำรวจมีอคติเพราะสีผิว แล้วคนขาวไม่ออกมาทำอะไร นั่นเท่ากับสนับสนุนการเหยียดผิว อคติในเรื่องนี้

จากข้อมูลของนักข่าวนิวยอร์ก ไทมส์ชี้ว่าตำรวจรายนี้กับผู้ตายเคยทำงานเป็นการ์ดที่ผับลาตินด้วยกัน อาจเคยพบหน้ากันบ้าง แต่ตำรวจรายนี้มีประวัติชอบความรุนแรง ซึ่งเราจะเห็นกันเกลื่อนในวงการตำรวจอเมริกา โดยเฉพาะตำรวจผิวขาว สหภาพตำรวจที่นั่นใหญ่มาก และพวกเขาพยายามอยู่เคียงข้างตำรวจ การถูกตั้งข้อหากับตำรวจผิวขาวนั้น หลายครั้งไปจบที่ลูกขุนตัดสินให้ตำรวจพ้นผิด แทบจะไม่มีตำรวจผิวขาวติดคุกเพราะการฆ่าคนดำเลย



นั่นจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้ประท้วงไม่พอใจ เพราะรู้ดีว่าการตั้งข้อหากับตำรวจที่ก่อเหตุนั้น...ยังไม่เพียงพอ

ความโกรธต่อผู้บังคับใช้กฎหมาย ทำให้คนจำนวนมากไม่ฟังไม่สนใจกฎหมาย เกิดการเผาโรงพัก ปล้นสะดม จนหลายเมืองต้องนำกำลังพิทักษ์แผ่นดิน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ไว้ดูแลความมั่นคงในประเทศ แต่ไม่ใช่กองทัพมาดูแลช่วยงานตำรวจ พร้อมประกาศเคอร์ฟิว แต่ก็ยังไม่อาจยุติความรุนแรงได้ การประท้วงยังคงดำเนินต่อเนื่อง

สิ่งที่เราเห็นอาจจะเป็นความรุนแรงจากการเผาทำลาย แต่ในอีกส่วนหนึ่งผู้ประท้วงก็พยายามจะเตือนสติคนด้วยกันเอง พวกเขาต้องการแสดงออกความไม่พอใจ ไม่ใช่มาก่อเหตุความรุนแรงแบบนี้ ผู้ว่าการรัฐหลายแห่งในอเมริกา เตือนว่าสิ่งที่เกิดกับจอร์จ ฟลอยด์นั้นรุนแรงมาก แต่การปล้นสะดมเผาทำลาย ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง เมืองบางแห่งก็เกิดการประท้วงอย่างสันติ ตำรวจหลายเมืองร่วมประท้วงคัดค้านต่อต้านการกระทำของตำรวจนายนี้ และอยู่เคียงข้างประชาชนด้วย

การลุกฮือครั้งนี้จึงเต็มไปด้วยความหลากหลายมาก

อย่างไรก็ดีเชื้อไฟแห่งความรุนแรงก็เกิดขึ้นกับการกระทำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ที่พยายามสุมไฟเพาะเชื้อประณามผู้ชุมนุม นับเป็นประธานาธิบดีที่ดำเนินพฤติกรรมแปลกกว่าประธานาธิบดีคนไหน ๆ เพราะเขากลับก่อให้เกิดความไม่พอใจมากกว่าจะพยายามยุติมัน เรื่องนี้ทำให้คะแนนความนิยมของทรัมป์ตกลงไปมาก ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการเลือกตั้งสมัยที่ 2 ซึ่งจะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ได้

สื่อมวลชนที่สหรัฐอเมริกา ก็ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้เต็ม ๆ ไม่กี่วันก่อนเราเห็นภาพตำรวจเข้าจับกุมนักข่าวคนดำของสถานีโทรทัศน์ช่องซีเอ็นเอ็น แม้จะได้รับการปล่อยตัวพร้อมคำขอโทษ แต่มันก็สะท้อนให้เห็นว่าคนดำยังถูกมองในแง่ลบของตำรวจเสมอ เพราะนักข่าวผิวขาวจากช่องเดียวกัน รายงานเหตุคนละที่ ไม่โดนอะไรเลย

งานนี้ตำรวจได้ยิงกระสุนยางใส่นักข่าว พ่นสเปรย์พริกไทย มีนักข่าวฟรีแลนซ์ตาบอดข้างซ้ายจากการถูกยิงนี้ นักข่าวสถานีโทรทัศน์ช่องฟอกซ์นิวส์ ซึ่งเป็นช่องที่เอียงขวาไปทางอนุรักษนิยม ถูกประชาชนบางส่วนเข้ารุมด่าไม่พอใจ ขณะนักข่าวภาคสนามไปรายงานข่าวการชุมนุมประท้วงที่ทำเนียบขาว



เหตุการณ์นี้ทำให้สื่อมวลชนอเมริกาออกมาเรียกร้อง เสรีภาพของสื่อ โดยไม่สนว่านักข่าวที่ถูกคุกคามนั้นมาจากช่องไหน สื่อมวลชนก็คือสื่อมวลชนและจะต้องได้รับการปกป้องตามหลักการของรัฐธรรมนูญ

นี่จึงเป็นการประท้วงที่น่าจะเปลี่ยนโฉมหน้าสังคมอเมริกันไปไม่มากก็น้อย หากเสพข่าวอย่างมีสติ จะเห็นว่า นี่คือการชุมนุมที่หลากหลาย แม้จะมีการความรุนแรงเข้าข่ายพวกอนาธิปไตย แต่หลักการสำคัญก็คือ พวกเขาต้องการเรียกร้องชีวิตคนให้มีความสำคัญเท่ากัน

และพยายามกำจัดอคติทางสีผิว ซึ่งเป็นการเหยียดผิว ที่ผ่านมามันเกิดเรื่องแบบนี้มากมายกับคนทุกสีผิว

การพยายามมองคนให้เท่าเทียมกัน โดยปราศจากอคติ อาจเป็นอุดมการณ์ที่ไกลตัวสำหรับบางคน

แต่หากคนจำนวนมากมีฉันทามติร่วมกัน อุดมคตินั้นก็มีโอกาสเป็นจริงได้ขึ้นมาอย่างแน่นอน


คอลัมน์ : หนอนโรงพัก
โดย "ณัฐกมล ไชยสุวรรณ"


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 272