อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2563

'โควิด-19'​ ส่งผลกระทบต่อ 'เด็ก-เยาวชน' ในวงกว้าง

กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ(ยูนิเซฟ) ได้เรียกร้องให้รัฐบาลในประเทศต่างๆ เสริมมาตรการคุ้มครองทางสังคมให้การช่วยเหลือกลุ่มประชากรที่เปราะบางเพื่อบรรเทาผลกระทบของวิกฤตโควิด19 ที่มีต่อเด็กและครอบครัว พฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน 2563 เวลา 10.00 น.

 
กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ) ได้เรียกร้องให้รัฐบาลในประเทศต่างๆ เสริมมาตรการคุ้มครองทางสังคมให้การช่วยเหลือกลุ่มประชากรที่เปราะบางเพื่อบรรเทาผลกระทบของวิกฤตโควิด-19 ที่มีต่อเด็กและครอบครัว พร้อมที่จะส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ ผ่านการศึกษาทางไกล(ออนไลน์) ตลอดจนบริการให้คำปรึกษาเยียวยาจิตใจและบริการทางสุขภาพจิตสำหรับวัยรุ่น 
 
นายเรอโนด์ เมแยร์ ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติกล่าวว่า “...วิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด -19 เป็นมากกว่าวิกฤตทางสุขภาพ แต่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมต่อทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เปราะบางเช่นเด็กและเยาวชน แต่เยาวชนเองก็มีศักยภาพมากมายที่จะเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง

พวกเขามีพลัง มุ่งมั่นและมีทักษะด้านเทคโนโลยีที่จะมาช่วยหาแนวทางใหม่ๆ ด้านดิจิทัล ดังนั้นการสนับสนุนเยาวชนจึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก ไม่เพียงแต่ปกป้องพวกเขาจากโควิด-19 เท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยเพิ่มศักยภาพต่อการรับมือกับภาวะวิกฤต และช่วยสร้างสังคมแห่งการมีส่วนร่วม ยั่งยืนและเข้มแข็งต่อไป...”  



 
เมื่อวันที่ 14 เม.ย.63 ยูนิเซฟในประเทศไทยได้แถลงเกี่ยวกับผลการสำรวจเรื่อง “ผลกระทบการแพร่ระบาดของโควิด-19 ต่อเด็กและเยาวชนในประเทศไทย” ซึ่งเป็นความร่วมมือของยูนิเซฟ สภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติและกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ พบว่าเด็กและเยาวชนกว่า  8 ใน 10 คนมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาการเงินของครอบครัวซึ่งเป็นประเด็นที่เด็กและเยาวชนกังวลมากที่สุด เนื่องจากพ่อแม่ผู้ปกครองไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ซึ่งเป็นผลมาจากการปิดตัวของธุรกิจต่างๆ ตลอดจนการถูกเลิกจ้างาน
 
การสำรวจในครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มุ่งศึกษาผลกระทบของวิกฤตโควิด-19 ที่มีต่อเด็กและเยาวชนในประเทศไทยเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับความต้องการที่แท้จริงของเด็กและเยาวชน โดยเป็นการเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามทางออนไลน์ระหว่างวันที่ 27 มี.ค.- 6 เม.ย.63 จากเด็กและเยาวชนจำนวน 6,771 คนทั่วประเทศ ส่วนใหญ่มีอายุ 15-19 ปี


 
ผลสำรวจพบว่า เด็กและเยาวชนกว่า 7 ใน 10 คน สะท้อนความคิดว่าวิกฤตโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ มีความเครียด วิตกกังวลและเบื่อหน่าย นอกจากนี้เด็กและเยาวชนเกินครึ่งรู้สึกกังวลในด้านการเรียนการสอน รวมถึงการมีโอกาสที่จะได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ร้อยละ7 รู้สึกกังวลเกี่ยวกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัว เช่น การทะเลาะกันของผู้ปกครองและการทำร้ายร่างกาย
 
ผลสำรวจยังสะท้อนปัญหาของเยาวชนกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศ (L-Lesbian G -Gay  B -Bisexual T- Transgender Q -Queer I- Intersex - LGBTQI) จากการที่ต้องอยู่แต่ในบ้านร้อยละ 4 ของผู้ตอบแบบสอบถามรู้สึกกังวลเรื่องเพศสภาพที่ถูกกดดันเพิ่มขึ้น เนื่องจากไม่สามารถแสดงอัตลักษณ์หรือตัวตนกับครอบครัวได้ รวมถึงบางส่วนที่อาจไม่สามารถเข้าถึงฮอร์โมนเสริมได้ในช่วงนี้
 
ผลสำรวจยังสะท้อนอีกว่าความต้องการของเด็กและเยาวชนอยากเรียนรู้ทางออนไลน์เพื่อเสริมความรู้และทักษะในระหว่างที่โรงเรียนปิดการเรียนการสอน พบว่าวิชาที่อยากเรียนเพิ่มเติมมากที่สุด คือ ภาษาอังกฤษและความรู้เสริมในวิชาที่กำลังเรียนอยู่ในปัจจุบัน ในขณะที่ เด็ก 1 ใน 4 หรือร้อยละ 25 ระบุว่าอยากเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดการกับความเครียดและโรคซึมเศร้า
 
นายโธมัส ดาวิน ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “...ผลสำรวจนี้ชี้ให้เห็นถึงความชัดเจนว่าวิกฤตการณ์ครั้งนี้ส่งผลกระทบมากมายหลายด้านต่อเด็กและเยาวชนในหลายกลุ่มซึ่งเด็กและเยาวชนต่างมีความเครียด ความกลัวและความวิตกกังวลซึ่งไม่แตกต่างไปจากผู้ใหญ่

ห้วงเวลานี้ครอบครัวเป็นพลังสำคัญที่จะช่วยให้เด็กและเยาวชนจัดการกับสภาพปัญหาเหล่านี้ได้ พวกเขาควรได้รับความรักความเอาใจใส่ในห้วงเวลานี้มากกว่าที่เคย เด็กและเยาวชนมากมายกำลังประสบปัญหาและต้องแบกรับภาระซึ่งเป็นผลพวงจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในครั้งนี้ และอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปอีกนาน

เราเห็นปัญหาต่าง ๆ มากมายหลังการแพร่ระบาดเพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์  หลายครอบครัวต้องกระเสือกกระสนในการมีชีวิตรอด หลายคนไม่มีเงินแม้จะซื้อข้าวให้ลูกกิน เราต้องมีมาตรการที่จะรับมือกับผลกระทบของโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต้องร่วมมือกันอย่างเร่งด่วนเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนต้องแบกรับผลกระทบหรือจมอยู่ในวงจรของปัญหาที่อาจยืดเยื้อต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด…”



 
ดร.วาสนา อิ่มเอม รักษาการหัวหน้าสำนักงานกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “... ผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่าร้อยละ 36  ของเยาวชนและวัยรุ่นกว่า 6,700 คนที่ตอบแบบสอบถามระบุว่ามีผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 60 ปีอยู่ที่บ้าน

นี่เป็นโอกาสที่ดีที่จะให้เยาวชนและวัยรุ่นเป็นผู้พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสผ่านกิจกรรมแบบเว้นระยะห่างทางสังคมที่สนับสนุนด้านสุขภาพและจิตใจให้แก่ผู้สูงอายุซึ่งเป็นกลุ่มคนที่อยู่ในภาวะที่เสี่ยงที่สุดในช่วงการระบาดของโควิด -19 ผ่านทางการสร้างความรู้และการตระหนักรู้ในเรื่องการดูแลสุขภาพของตนเองและป้องกันการเป็นพาหะในช่วงนี้ ...”

 
น.ส.สุภาพิชญ์  ไชยดิษฐ์ ประธานสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทยกล่าวว่า “... ภาครัฐต้องให้ความสำคัญเร่งด่วนกับปัญหาสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนทั้งในช่วงการแพร่ระบาดและหลังสถานการณ์การแพร่ระบาด ตลอดจนให้ความใส่ใจเด็กและเยาวชนในแต่ละช่วงวัย เพราะเด็กทุกคนควรได้รับการปกป้องคุ้มครองแม้อยู่ที่บ้าน เด็กๆ ควรได้รับการส่งเสริมและพัฒนาให้เหมาะสมกับพัฒนาและในแต่ละช่วงวัย...”
 
ยูนิเซฟร่วมกับมูลนิธิ Path2Health จัดให้มีคลินิกออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง ใช้ชื่อว่า www.lovecarestation.com เพื่อให้คำปรึกษาแก่วัยรุ่นในด้านต่างๆ ซึ่งเป็นบริการเฉพาะสำหรับวัยรุ่นที่เข้าถึงง่ายและเป็นมิตรกับวัยรุ่น
 
สังคมไทยในทุกภาคส่วนควรจะตระหนักรู้ถึงสภาพปัญหาชองเด็กและเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานราชการ อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย จะต้องทำงานร่วมกันในเชิงบูรณาการอย่างเข้มแข็งและจริงจัง

เพื่อให้เด็กและเยาวชนซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติในอนาคตมีความสมบูรณ์ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ทั้งนี้ผู้ปกครองและครูจะมีส่วนสำคัญในการแก้ปัญหาของเด็กและเยาวชนให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
..............................................
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล”

ขอบคุณภาพประกอบ UNICEF และ lovecarestation

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 166