อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 14 สิงหาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 14 สิงหาคม 2563

ทุกชีวิตมีความหมาย:ปลุกกระแสสิทธิมนุษยชนโลก

เกิดกระแส black lives matter..ชีวิตคนดำมีความหมายไปทั่ว ต่างประเทศก็เอาด้วย ที่ทำให้ชาวเน็ตเขาเหน็บแนมกลับคือจีนก็มีท่าทีต่อเรื่องนี้เหมือนกันที่เรียกร้องให้อเมริกาหยุดใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม พฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน 2563 เวลา 12.00 น.


การระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้เกิดกระแสความเปลี่ยนแปลงมากมาย ที่เปิดหน้ากันเห็นๆ คือเรื่องของความเหลื่อมล้ำระหว่างรายได้คนรวยกับคนจน ไม่ใช่เพียงแค่ในประเทศไทยที่พูดกันถึงเรื่องว่า คนรวยแค่หย่อมมือเดียวที่ไม่เดือดร้อน แต่คนชั้นกลางลงไปถึงคนจนที่ทำงานไม่ได้ ต่างก็ยิ่งเดือดร้อนหนัก เพราะไม่ใช่ทุกงานที่จะสามารถนั่งทำอยู่บ้านได้โดยปราศจากปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับคนรอบข้าง

กระแสความ“หมั่นไส้”ก็เกิดในโลกอินเทอร์เน็ตว่า คนที่ทำงานไม่ได้ หาเงินไม่ได้มีความทุกข์ แต่คนรวย มีฐานะกลับเล่นแอพพลิเคชั่นติ๊กต๊อกโชว์ขำสนุกสนาน พอพูดไปมากเข้าก็หาว่าคนชั้นกลางถึงล่างนี่มีปัญหาเรื่องเงินเก็บหรือเปล่า ถึงได้ “ประมาทกับชีวิต” ซึ่งต้องบอกว่า 1.ใครมันจะรู้ว่าประเทศไทยจะตั้งการ์ดยาว 2.แต่ละคนต่างก็มีภาระของตัวเอง บางคนไม่ได้เลี้ยงปากท้องเดียว เงินเก็บถึงมีก็น้อยนิดพอใช้ได้แค่ไม่กี่เดือน



กระแสหมั่นไส้นี้ไม่ได้อยู่แค่ในเมืองไทย ที่สหรัฐอเมริกาที่ระบาดกันเยอะๆ คนตายขึ้นหลักแสน ก็มีข่าวว่า ประชาชนโจมตีบรรดาคนดัง เซเลบริตี้ต่างๆ ที่ทำคลิปออกมาให้กำลังใจคนอื่นชิลๆ ได้ เพราะตัวเองก็ไม่ได้เดือดร้อน มันก็คงเป็นความฝันหนึ่งว่า หลังโควิด “การจัดระเบียบโลกใหม่”จะทำให้เกิดการกระจายทรัพยากรที่เป็นธรรมมากขึ้น ส่งเสริมการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนไม่ให้มีด้านเดียว เกิดอะไรขึ้นพลิกแพลงการทำงานได้

ท่ามกลางกระแสโควิด-19 แบบที่อเมริกาเลขผู้ติดเชื้อผู้ตายก็ยังไม่ค่อยลดเท่าไร ก็เกิดกระแสเหยียดผิว (racism) ขึ้นมาอีก เมื่อเกิดเหตุที่เมืองมิเนอาโปลิส ชายผิวสีนามว่า จอร์จ ฟลอยด์ ถูกตำรวจจับข้อหาเอาแบงค์ปลอมไปซื้อของ ตำรวจในกลุ่มนั้นมี 4 คน จับกุมโดยเอาเข่ากดคอของจอร์จไว้ ซึ่งชายผิวสีก็ร้องอุทธรณ์ว่า “I can’t breath...ฉันหายใจไม่ออก” อยู่พักนึงก่อนจะสิ้นลม ภาพการจับกุมถูกเผยแพร่ออกไปทางอินเทอร์เน็ต

กลายเป็นไวรัลที่ถูกเผยแพร่ออกไปในวงกว้างอย่างมาก ปลุกกระแสความเคียดแค้นของคนผิวสีเรื่องการเหยียดผิวนำไปสู่การจลาจลครั้งใหญ่ในอเมริกา ในขณะที่ภาวะโควิดก็กำลังระบาด แถมมีข่าวว่ากำลังจะมีพายุเข้าเมืองอีก ..การลุกฮือจลาจลของคนผิวสีเกิดขึ้นในหลายเมือง และภาพที่ออกมาคือการที่ม็อบบุกเข้าทำลายทรัพย์สิน ปล้นร้านค้าแบรนด์เนมดังๆ ไปกระทั่งเผาเมือง จนอเมริกาต้องยกระดับการรักษาความปลอดภัยจะใช้กฎหมายปราบจลาจล

การเคลื่อนไหวก่อความรุนแรงทำไมต้องปล้นร้านแบรนด์เนม ? มันก็มีอะไรให้ตีความได้หลายมุม ทั้งเห็นว่า แบรนด์เนมคือสัญลักษณ์ของความเหลื่อมล้ำทางรายได้ เป็นผลิตภัณฑ์ซึ่งเน้นมุ่งให้คนขาวมีฐานะจับจ่ายซื้อหามาใช้ ซึ่งคนผิวสีส่วนใหญ่ในอเมริกาเป็นคนยากจน หรือมองง่ายๆ คือของพวกนี้มันมีราคา ในภาวะโควิดที่คนตกงานจะสิบล้านคนในอเมริกา พอมีจลาจลแล้วก็ฉวยโอกาสปล้นมาขายเสียเลย (ก็ต้องระวังโดนจับทีหลังเพราะบางรุ่นมี serial number)

กระแสในอินเทอร์เน็ตบางคนก็เหน็บแนมว่า “นี่หรือความสวยงามของประชาธิปไตย” จริงๆ มันมองผิดประเด็นกันไปไกลโพ้น มันคือการเหยียดและความไม่เท่าเทียม ย้อนกลับไปคดีลักษณะคล้ายๆ จอร์จ ฟลอยด์ ที่คนดำถูกกระทำเกินกว่าเหตุมันก็มีออกมาเป็นระยะ แต่ในครั้งนี้ตัวแปรสำคัญมันอาจอยู่ที่การกักตัวทำให้คนใช้สื่อเยอะขึ้น เห็นภาพเยอะขึ้น บวกกับความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นช่วงกักตัว นำไปสู่ความโกรธแค้นหนักเรื่องความไม่เท่าเทียมที่คนดำมักถูกกระทำ



เกิดกระแส black lives matter..ชีวิตคนดำมีความหมายไปทั่ว ต่างประเทศก็เอาด้วย ที่ทำให้ชาวเน็ตเขาเหน็บแนมกลับคือจีนก็มีท่าทีต่อเรื่องนี้เหมือนกันที่เรียกร้องให้อเมริกาหยุดใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม ใช้กระบวนการยุติธรรมที่เหมาะสม และหยุดเหยียดเชื้อชาติ ขณะที่จีนเองก่อนเหตุจอร์จ ฟลอยด์ก็มีม็อบฮ่องกง และจีนก็มีปัญหาที่หลายประเทศจับตาแต่ไม่กล้าประณามเพราะจีนเป็นพี่เบิ้ม คือเรื่องการจัดการกับอุยกูร์ในมณฑลซินเจียง

แต่ต่อมา ก็มีการสร้างกระแส all lives matter..ทุกชีวิตมีความหมาย ขึ้นมา เรียกว่า เคียงกันไปดีกว่าออกมาสู้กัน เพราะเราต่างต้องการให้เกิดความเท่าเทียม เกิดการใช้กระบวนการยุติธรรมที่ไม่สองมาตรฐาน ไม่ใช้อัตลักษณ์มาแบ่งแยกลดคุณค่าตั้งแต่ต้น ซึ่งอัตลักษณ์ที่เราต่างเรียกร้องให้ต้องยอมรับให้เท่าเทียมกันคือเชื้อชาติ เพศ ความเชื่อทางศาสนา ความเชื่อทางการเมือง รูปร่างหน้าตา ฐานะทางการเงินและฐานะทางสังคม ความพิการ ความสามารถ

เรื่องอัตลักษณ์ทางเพศก็เป็นสิ่งที่สู้กันมามาก อย่างในเดือน มิ.ย.นี้ก็ถือว่าเป็นเดือน pride ซึ่งเป็นเดือนแห่งการเฉลิมฉลองความมีตัวตนของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ มีการจัดพาเหรดเดินในหลายประเทศ แต่เริ่มแรกมาจากซานฟรานซิสโก การแสดงออกก็เพื่อให้สังคมเห็นว่า “กลุ่มหลากหลายทางเพศมีตัวตน” และเขาสามารถภูมิใจในความเป็นตัวเองได้โดยไม่ต้องแอบซ่อน พร้อมทั้งเรียกร้องให้เกิดความเท่าเทียมไม่เลือกปฏิบัติ

ในประเทศไทย ปัญหาเรื่องความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น ที่เป็นที่น่าสนใจคือเรื่องของการไม่ยอมรับความหลากหลายของความเชื่อทางการเมือง ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายกับเพลง “เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน” ปรากฏว่า ผ่านไปหกปี ปรองดองก็ยังทำไม่สำเร็จ ปฏิรูปการเมืองก็ยังทำไม่สำเร็จ นักการเมืองก็ยังเล่นการเมืองกันอีหรอบเดิม แถมยังมีข้อโจมตีว่า การออกแบบรัฐธรรมนูญก็ไม่เป็นธรรมที่เอื้อให้ฝ่ายหนึ่งได้เป็นนายกฯ



ล่าสุด ในประเทศไทยมีกระแสขึ้นมาเรื่องการอุ้มหายนักกิจกรรม คือนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ที่ลี้ภัยทางการเมืองไปอยู่ประเทศกัมพูชา โดยไม่ไปรายงานตัวตามหมายเรียก คสช.เมื่อปี 2557 ในคดีเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มาตรา 14 ซึ่งตำรวจระบุว่า นายวันเฉลิมเป็นแอดมินเพจ “กูต้องได้ 100 ล้านจากทักษิณแน่ๆ” และประจวบเหมาะกับเรื่องจอร์จ ฟลอยด์ คดีนายวันเฉลิมคล้ายๆ กันคือถูกอุ้มและคำพูดสุดท้ายคื “ผมหายใจไม่ออก”

กระแสถูกปลุกลามไปอย่างรวดเร็ว สิ่งที่น่ากลัวคือ เราเห็นภาพความขัดแย้งทางความคิดในอินเทอร์เน็ต ที่หลายๆ ความเห็นฟ้องว่า“มีคนไม่อินังขังขอบกับชะตากรรมของผู้มีความเห็นทางการเมืองต่าง” คิดว่าสร้างกระแสบ้าง หรือติดเงินบ่อนที่ปอยเปตแล้วถูกอุ้มบ้าง เท็จจริงจะเป็นอย่างไรไม่รู้แต่หลักฐานที่เกิดขึ้นคือมีภาพกล้องวงจรปิดว่าเขาถูกอุ้มไป นั่นก็คือการล่วงละเมิดที่อันตรายถึงชีวิตแล้ว ซึ่งเราต่างควรเห็นใจในชะตากรรมเพื่อนมนุษย์ต่างหาก

นึกไปถึงการชุมนุมทางการเมืองช่วงปี 54 ที่ออกมาเรียกร้อง “ความเป็นธรรม” ไม่เอา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม คือถ้าคุณยึดเหนี่ยวเรื่องความเป็นธรรมจริงๆ ก็น่าจะต้องรู้สึกว่านี่คือการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม แล้วก็ต้องออกมากดดันให้เจ้าหน้าที่รัฐหาความจริง และให้ความยุติธรรม ไม่ใช่พอเห็นเป็นพวกเห็นต่างทางการเมืองก็เห็นเป็นเรื่องเหมาะสม ลองคิดดูว่า ถ้าวันหนึ่ง กลุ่มแนวคิดทางการเมืองเดียวกันโดนอะไรแบบนี้บ้าง จะรู้สึกอย่างไร

หลักสิทธิมนุษยชนเบื้องต้นคือละอคติ เอาความเป็นมนุษย์เป็นที่ตั้งว่า เท่าเทียม แตกต่างได้ไม่แตกแยก.
..............................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง” 

ขอบคุณภาพจาก : AP, REUTERS , Bruce Emmerling จาก Pixabay

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    50%
  • ไม่เห็นด้วย
    50%

บอกต่อ : 238