อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 14 สิงหาคม 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

ศุกร์ที่ 14 สิงหาคม 2563

ถอดรหัส"แบงก์ชาติ"สั่ง"งดปันผล-ซื้อหุ้นคืน"

แบงค์ชาติกังวล "หนี้เสีย" ในระบบหรือ NPL เลวร้ายกว่าที่คิด "เครดิต บูโร" ส่งสัญญาณเตือนว่าตอนนี้มีหนี้เสียในระบบ อยู่ราวๆ 7- 8 แสนล้านบาท พฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2563 เวลา 08.00 น.


พลันที่ "ดร.วิระไท สันติประภพ" ผู้ว่าการแบงก์ชาติสั่งให้ แบงก์พาณิชย์ จัดทำแผนบริหารจัดการระดับเงินกองทุนสำหรับระยะ 1-3 ปีข้างหน้า และในระหว่างที่ จัดทำแผนบริหารจัดการระดับเงินกองทุนใหม่นี้ ได้ขอให้ แบงก์พาณิชย์ "งดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล" จากผลการดำเนินงานในปี 2563 รวมถึง "งดการซื้อหุ้นคืน" ประกาศออกมาทำเอา "ช็อก" กันทั้งประเทศ

คำสั่งดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่แบงก์ชาติทำหนังสือถึงแบงก์พาณิชย์ในลักษณะนี้ ซึ่งถือเป็นมาตรการที่ค่อนข้างรุนแรง และก็เป็นไปตามคาด ราคาหุ้นแบงก์ร่วงรูดทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ร่วงติดลบราวๆ 8% แม้ช่วงเช้าครึ่งวันแรกของวันอังคาร(ระหว่างการเขียนต้นฉบับ)จะตีคืนมาเป็นบวกราว 7% ก็ตาม แต่ก็เป็นสัญญาณว่าแบงก์ไทยน่าจะมีปัญหา

การที่แบงก์ชาติเอาความเชื่อถือในฐานะผู้คุมกฏ มีหน้าที่ต้องรักษาเสถียรภาพทางการเงิน ต้องเข้าไปเสี่ยงด้วยการออกคำสั่งอย่างโจ่งแจ้งอย่างนี้ มันก็เสมือน ดาบสองคม หรือว่าแบงก์ชาติ ต้องเห็นข้อมูลอะไรบางอย่างผิดปกติแน่ๆ และเห็นว่า ขืนปล่อยไว้ เศรษฐกิจไทยคงจะทรุดหนักกว่าตัวเลขที่เห็นในปัจจุบัน มิหนำซ้ำอาจจะรุนแรงในระดับวิกฤติเศรษฐกิจในปี 1930 อย่างที่หลายคนคาดการณ์ไว้ก็เป็นได้



เป็นไปได้ว่า แบงค์ชาติกังวล "หนี้เสีย" ในระบบหรือ NPL เลวร้ายกว่าที่คิด "เครดิต บูโร" ส่งสัญญาณเตือนว่าตอนนี้มีหนี้เสียในระบบ อยู่ราวๆ 7-8 แสนล้านบาท ยังไม่รวมกับหนี้เสีย ที่เกิดจากใหม่จากนโยบายของรัฐบาลและแบงก์ชาติที่ให้ "พักชำระหนี้" กับผู้ประกอบการช่วงที่มีการ "ล็อกดาวน์" ที่จะครบกำหนดในราวๆ เดือนตุลาคม

ปรากฏการณ์ดังกล่าว สะท้อนว่า เรากำลังนั่งทับ ระเบิดเวลาลูกใหญ่ ชนวนของระเบิดเวลาตั้งไว้ที่ 150 วัน คือ จะระเบิดเมื่อกำหนดเวลาในการ "พักชำระหนี้" ระหว่างสถาบันการเงินกับลูกหนี้สิ้นสุดลง ภาระหนี้จะต้องจ่ายเพิ่มขึ้น 6 เท่า เพราะมีดอกเบี้ยทับถมกันมา ถึงเวลานั้น ไม่รู้ว่าลูกหนี้ ทั้งเอสเอ็มอีรายเล็กรายน้อยจะมีปัญญาจ่ายหนี้หรือไม่หากรวม หนี้เสียของไทยเดิมราวๆ 8 แสนล้านบาท รวมกับหนี้เสียก่อนใหม่ที่จะโผล่ในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า ไม่รู้ว่าอีกเท่าไหร่ สมมุติว่าเท่ากันกับปัจจุบัน หนี้เสียทั้งหมดรวมกันไม่น้อยกว่า 1.5 ล้านล้านบาท เลยทีเดียว

ในเวลาต่อมา "ดร.วิระไท" อรรถาธิบายบางช่วงบางตอนเพิ่มเติมว่า นโยบายนี้ธนาคารกลางหลายประเทศก็ทำ เช่น ยุโรป แนะไม่ให้จ่ายเงินปันผลและไม่ให้ซื้อหุ้นคืนจนถึงตุลาคม 63 อังกฤษ ห้ามจ่ายเงินปันผลและไม่ให้ซื้อหุ้นคืน นิวซีแลนด์ งดการซื้อหุ้นคืนและงดจ่ายเงินปันผลในช่วงนี้ แคนาดา ห้ามเพิ่มเงินปันผล เป็นต้น



มองด้านหนึ่งการออกมาของ แบงก์ชาติ เที่ยวนี้ เพราะเป็นการยอมรับความจริง แต่ต้องถือว่ามาช้าไปหน่อย อันที่จริงควรจะออกมาตรการนี้ควบคู่กับการมีมาตรการรับซื้อตราสารหนี้เอกชน 4 แสนล้านบาท ที่ออกเป็นพระราชกำหนด แต่การที่จู่ๆ ออกมากระทันหันในทางจิตวิทยา ย่อมทำให้คนตื่นตระหนก

จนอาจจะเกิดความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอย มีผลให้เศรษฐกิจเกิดภาวะชะงักงันได้ ยิ่งการประกาศอย่างเป็นทางการแบบคลอบคลุมทั้งหมดอาจเป็นผลเสียมากกว่าผลดี หากใช้วิธีทำกันแบบเงียบๆ แบบสมัยก่อนเวลามีอะไรไม่ชอบมาพากล ผู้ว่าแบงก์ชาติ ก็จะยกหูโทรหาเบอร์ 1 แบงก์พาณิชย์เป็นรายๆไป น่าจะดีกว่า

ไม่รู้ว่างานนี้ แบงก์ชาติ ต้องการทำให้โปร่งใสหรือไม่จึงยอมเป็นหนังหน้าไฟ ออกคำสั่งแทนที่จะปล่อยให้แบงก์พาณิชย์จัดการกันเอง หรือเกรงว่าหากให้แบงก์พาณิชย์ ประกาศเองจะทำให้ประชาชนตื่นตระหนกแห่มาถอนเงินจนอาจจะทำให้เกิดความวุ่นวายจนอาจจะเกิดความเสียหายตามมามากมาย

อย่างที่ทราบว่าแบงก์พาณิชย์คือเส้นเลือดใหญ่ในระบบเศรษฐกิจไทย หากเป็นอะไรไปเศรษฐกิจไทยเกิดความเสียหายจะตามมากอีกมหาศาล จะลามถึงธุรกิจและประชาชนทั่วไปที่เป็นลูกค้าแบงก์แบงก์ อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้

เมื่อแบงก์พาณิชย์สำคัญเช่นนี้ จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไม ธปท. ต้องลุกขึ้นมาขอร่วมมือแบบนี้ เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์สะสมเงินทุนสำรองให้มากที่สุด ก็ได้แต่หวังว่า หากธนาคารพาณิชย์มีเงินทุนสำรองที่เพียงพอที่จะขยายสินเชื่อได้เพิ่มขึ้น นั่นหมายความว่า ย่อมจะเป็นกลไกหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้พลิกฟื้นขึ้นมาได้บ้าง ส่วนผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร ก็คงต้องดูกันต่อไป
.........................................................
คอลัมน์ : เศรษฐศาสตร์ข้างทาง
โดย “ทวี มีเงิน”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 89