อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 21 กันยายน 2563
#เราจะผ่านวิกฤติไปด้วยกัน

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 21 กันยายน 2563

ข่าวคนไทยในออสเตรเลีย วันที่ 5 กรกฎาคม 2563

นายแดเนียล แอนดรู มุขมนตรี เตือนชาววิคตอรียในเขตชานเมืองเมลเบิร์นแห่งอื่นว่าอาจถูกปิดกั้นเช่นกัน หากการติดเชื้อยังคงเพิ่มขึ้น หลังจากประชาชนประมาณ 10,000 คนในเขตชานเมืองบริเวณ Hotspots ปฏิเสธที่จะทำการทดสอบ เมื่อวันที่ 3 กรกฏาคม 2563 อาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 2563 เวลา 06.30 น.



เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ครอบครัวชาววิคตอเรียวางแผนที่จะออกเดินทางพักผ่อนในช่วงวันหยุดของโรงเรียน และพวกเขาก็ยังสามารถรวมตัวกันในผับและร้านอาหารกับเพื่อนๆ ได้อีกครั้ง แม้ว่าจะมีมาตรการทางสังคมและสุขอนามัยควบคุมระยะห่างอยู่บ้าง แต่
ตอนนี้รัฐถูกแบ่งออกเป็นสองกฏ ในขณะที่ผู้คนส่วนใหญ่มีความสุขกับเสรีภาพที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้ ผู้อยู่อาศัย 300,0000 คน ที่อยู่ใน Hotspots จุดแพร่ระบาดระลอกที่สอง ใน 10 รหัสไปรษณีย์ postcode ซึ่งครอบคลุม 36 ชานเมือง กลับมาอยู่ในสภาพเดิมอีกครั้ง โดยทางการไม่อนุญาตให้มีการรวมตัวกัน อนุญาตให้ออกจากบ้านเพื่อออกกำลังกาย ไปหาหมอเรื่องสุขภาพ การทำงานและการศึกษา หากกิจกรรมเหล่านั้นไม่สามารถทำจากบ้านได้ และต้องให้บุตรหลานไปโรงเรียนเพราะต้องทำงานไม่สามารถดูแลได้ ................. เมื่อนายสกอตต์ มอร์ริสัน นายกรัฐมนตรีได้ประกาศปิดพรมแดนเป็นครั้งแรกในเดือนมีนาคม รวมทั้งปิดการสังสรรค์ ออกข้อจำกัดระยะห่างทางสังคมทั่วประเทศออสเตรเลีย ทุกคนมีความรู้สึกว่าต้องให้ความร่วมมือ เกิดเรื่องราวดีดี มีความใจดีของชุมชนเกิดขึ้นเมื่อเพื่อนบ้านตรวจสอบซึ่งกันและกัน มีการแบ่งปันนำเสบียงไปสู่ผู้ที่อ่อนแอที่สุด เด็ก ๆ วาดข้อความเชิงบวกด้วยสีชอล์คบนทางเท้าและบนถนนที่ว่างเปล่า เวลาวิกฤตนั้น ทุกคนลำบากแต่ทุกคนรู้หน้าที่ และให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยที่ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรัฐมนตรีทำงานร่วมกับมอร์ริสันในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของคณะรัฐมนตรีระดับชาติที่เป็นเอกภาพในการดำเนินการตามคำแนะนำด้านสุขภาพที่สอดคล้องกันทำให้ประเทศออสเตรเลียติดอันดับหนึ่งของโลกในการฟื้นตัวจากโรคโควิด-19 ................. แต่การประกาศ Lockdown อีกครั้งของ นายแดเนียล แอนดรู มุขมนตรี รัฐวิคตอเรีย ล่าสุด ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันดูเหมือนจะลดน้อยลง นายแดเนียล  เปิดเผยต่อนักข่าวว่า “ถ้าเราไม่ทำในตอนนี้ ผมคงจะไม่แค่ล็อครหัสไปรษณีย์ 10 รหัส เท่านั้น  แต่ผมจะต้องล็อกรหัสไปรษณีย์ทั้งหมดทั่วรัฐเลย เราต้องเข้มงวดที่สุดในครั้งนี้ไม่อย่างนั้นจะระบาดไปทั่ว ตำรวจวิคตอเรียจะไม่พูดพล่าม พวกเขาจะคอยดูแลรักษากฎเหล่านี้ ตำรวจจะลาดตระเวนเขตชานเมือง ตรวจสอบผู้ที่เดินทางเข้าและออกจากฮอตสปอตในกลุ่มรหัสไปรษณีย์เหล่านั้น” ............... หลายคนในแถบชานเมืองที่ได้รับผลกระทบแสดงความคับข้องใจ ในขณะที่คนที่อยู่ในเขตชานเมืองโดยรอบนอกขอให้เพื่อนบ้านของพวกเขาอยู่ห่างๆ ธุรกิจหลายแห่งขอร้องให้ลูกค้าในบริเวณฮอตสปอตไม่ให้มาติดต่อในระยะนี้ ผู้ที่อาศัยอยู่ในฮอตสปอตรู้สึกว่าพวกเขาได้ปฏิบัติตามมาตรการการบิดเบือนทางสังคมอย่างไม่ยุติธรรม และตอนนี้ได้รับผลกระทบจากความล้มเหลวของโปรโตคอลควบคุมการติดเชื้อโดย บริษัท รักษาความปลอดภัยและจากการกระทำที่ประมาทเลินเล่อของบุคคลเพียงไม่กี่คน ในขณะที่พรรคฝ่ายค้านในรัฐวิคตอเรีย ได้โจมตีว่า เป็นความล้มเหลวของรัฐบาล และเรียกโปรแกรมกักกันตัวในโรงแรมว่าเป็นภัยพิบัติที่สมบูรณ์แบบ ................... รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ในออสเตรเลีย สถานะวันที่ 4 กรกฎาคม 2563 ไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นในทุกรัฐ ภายใน 24 ชั่วโมง เป็น 0 ในทุกรัฐเป็นครั้งแรก ยกเว้นรัฐวิคตอเรีย พบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นมาอีก 66 ราย ภายใน 24 ช.ม สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ในออสเตรเลีย ได้ทำการ test เชื้อไวรัสทั่วประเทศไปแล้ว จำนวนกว่า 2.617.860 ราย มีผู้ติดเชื้อ COVID-19 (confirmed case) รวม 8,255 ราย มีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้น 66 ราย ตั้งแต่เวลา 21.00 น. ของเมื่อวานนี้ (แหล่งข้อมูล กระทรวงสาธารณสุขออสเตรเลีย เมื่อเวลา 21.00 น. ของวันที่ 4 กรกฎาคม) ในจำนวนดังกล่าวมีผู้เสียชีวิต 102 ราย รักษาหายแล้ว 7,319 ราย
 
@@@@ เที่ยวบินพิเศษส่งคนไทยในออสเตรเลียกลับไทย ครั้งที่ 7 เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2563 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา และสถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ ได้ร่วมกันจัดเที่ยวบินพาณิชย์พิเศษอำนวยความสะดวกให้คนไทยในออสเตรเลียที่มีความจำเป็นเร่งด่วนต้องเดินทางกลับประเทศไทยจำนวน 183 คน เดินทางโดยสายการบินเอมิเรตส์ เที่ยวบินที่ EK 2510 ออกเดินทางจากนครซิดนีย์ เวลา 09.20 น. และมีกำหนดถึงประเทศไทยเวลา 15.45 น. สถานเอกอัครราชทูตฯ และสถานกงสุลใหญ่ฯ ได้ดูแลและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้โดยสารคนไทยที่เดินทางกลับที่ท่าอากาศยานซิดนีย์ด้วย อนึ่ง ยังไม่อาจแจ้งได้ว่า จะมีเที่ยวบินพิเศษหลังจากนี้หรือไม่/เมื่อใด
 

เที่ยวบินพาณิชย์พิเศษของสายการบินเอมิเรตส์ เที่ยวบินที่ EK 2510 นำคนไทยในออสเตรเลีย จำนวน 183 คน ออกเดินทางจากนครนครซิดนีย์ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2563 เวลา 09.20 น. และมีกำหนดถึงประเทศไทยเวลา 15.45 น. ในวันเดียวกัน
 
@@@@ ประกาศของ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เรื่อง เงื่อนไขในการอนุญาตให้อากาศยานทำการบินเข้าออกประเทศไทย (ฉบับที่ 2) วันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 https://www.caat.or.th/th/archives/51887 ในชั้นนี้ คนไทยที่ต้องการกลับประเทศไทยควรติดตามข้อมูลเกี่ยวกับเที่ยวบินพาณิชย์พิเศษที่ได้รับอนุญาตให้นำคนไทยกลับประเทศไทยจากสถานเอกอัครราชทูตฯ/สถานกงสุลใหญ่ฯ เท่านั้น เนื่องจากเที่ยวบินพาณิชย์ยังคงไม่สามารถบินเข้าประเทศไทยได้ ดังนั้น หากท่านได้จองบัตรโดยสารเครื่องบินเข้าประเทศไทยกับสายการบินพาณิชย์อื่นใดในเดือนกรกฎาคม 2563 ขอให้ท่านตรวจสอบให้ดีว่าเที่ยวบินนั้นจะทำการบินหรือไม่ตามกำหนด สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา จะแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับการยื่นคำขอของคนต่างชาติที่จะเดินทางเข้าประเทศไทยตามประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยฉบับนี้ ให้ทราบต่อไป ................ สรุปประกาศ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เรื่อง เงื่อนไขในการอนุญาตให้อากาศยานทำการบินเข้าออกประเทศ มีข้อสำคัญดังนี้ ผู้ที่จะเดินทางด้วยเครื่องบินพาณิชย์ ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศไทย จะต้องเดินทางกับเที่ยวบินพิเศษที่หน่วยงานราชการไทยจัดขึ้น ซึ่งได้รับอนุญาตจากกรมการบินพลเรือนก่อนเท่านั้น ผู้ที่จะเดินทางต้องขอหนังสือรับรองจากสถานเอกอัครราชทูตไทย หรือกงสุลใหญ่ไทย จากประเทศต้นทาง และมีเอกสารอื่นๆ ตามคำสั่ง ศบค. อย่างเคร่งครัด บุคคลที่ได้รับอนุญาตจะต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคสำหรับผู้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร แนบท้ายคำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อ โควิด – 19ที่ 7/2563 วันที่ 30 มิ.ย.63 https://www.facebook.com/569708149858558/posts/1644256589070370/?sfnsn=mo
 
 
สรุปประกาศ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ควรติดตามข้อมูลเกี่ยวกับเที่ยวบินพาณิชย์พิเศษที่ได้รับอนุญาตให้นำคนไทยกลับประเทศไทยจากสถานเอกอัครราชทูตฯ/สถานกงสุลใหญ่ฯ เท่านั้น
 
@@@@ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ ร่วมกับทีมประเทศไทย ณ นครซิดนีย์ ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครซิดนีย์ สำนักงานเศรษฐกิจการลงทุน ณ นครซิดนีย์ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานซิดนีย์ ทำจิตอาสาจัดเตรียมถุง care package ประกอบด้วยหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ ถุงมือ และของใช้จำเป็นอื่น ๆ เพื่อมอบให้แก่ผู้โดยสารที่จะเดินทางกลับประเทศไทยในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2563 ด้วยเที่ยวบินพิเศษ สายการบินเอมิเรตส์ EK2510 การจัดเที่ยวบินดังกล่าวเป็นไปเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่คนไทยในออสเตรเลียที่ประสงค์เดินทางกลับประเทศในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
 
 
สถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ ร่วมกับทีมประเทศไทย ณ นครซิดนีย์ ทำจิตอาสาจัดเตรียมถุง care package ประกอบด้วยหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ ถุงมือ และของใช้จำเป็นอื่น ๆ เพื่อมอบให้แก่ผู้โดยสารที่จะเดินทางกลับประเทศไทย ในวันที่ 28 มิถุนายน 2563
 
@@@@ การส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไทยไปยังออสเตรเลีย ไตรมาสที่ 1/2563 ในช่วงเดือนมกราคม - มีนาคม 2563 ไทยส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร (ผนวก 1)ไปยังออสเตรเลียมูลค่าทั้งสิ้น 8,890.02 ล้านบาท ซึ่งมีมูลค่าลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2562 มูลค่า 2.58 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 0.03 โดยในช่วงเดือนมกราคม - มีนาคม 2563 สินค้าเกษตรและอาหารที่ไทยส่งออกมายังออสเตรเลียเรียงตามมูลค่าการนำเข้า มีรายการดังต่อไปนี้ 1) ยางธรรมชาติและผลิตภัณฑ์ มูลค่าการส่งออก 2,270.05 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2562 มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น 179.04 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.56 โดยไทยมีการส่งออกสินค้าผลิตภัณฑ์ทำจากยาง เช่น ถุงมือ เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 70.94 และยางรถยนต์เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.87ส่วนยางธรรมชาติลดลงร้อยละ 39.49 ............. 2) ผลิตภัณฑ์แปรรูป มูลค่าการส่งออก 1,935.93 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2562 มีมูลค่าการส่งออกลดลง 27.42 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 1.40 โดยไทยมีการส่งออกผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกุ้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.52 ส่วนปลาทูน่าลดลงร้อยละ 21.40 ............. 3) ธัญพืชและข้าว มูลค่าการส่งออก 700.69 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2562 มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น 212.94 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 43.66 โดยไทยมีการส่งออกข้าวเหนียว ข้าวกล้อง และข้าวหอมมะลิเพิ่มขึ้นร้อยละ 100.61, 30.94 และ 42.15 ตามลำดับ ................. 4) กากและเศษอาหาร อาหารสัตว์ มูลค่าการส่งออก 691.24 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2562 มูลค่าการส่งออกลดลง 7.63 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 1.09 โดยไทยมีการส่งออกอาหารสัตว์เพิ่มมากขึ้นร้อยละ 4.37 ส่วนกากและเศษอาหารลดลงร้อยละ 83.84 ............. 5) ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ มูลค่าการส่งออก 278.54 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2562 มูลค่าการส่งออกลดลง 27.98 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 9.13 โดยไทยมีการส่งออกปลาสวยงามมีชีวิต เพิ่มขึ้นร้อยละ 63.35 ส่วนกุ้งสดแช่เย็นหรือแช่แข็งลดลงร้อยละ 27.23 ...........  6) ผลไม้และลูกนัตที่บริโภคได้ มูลค่าการส่งออก 66.56 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2562 มูลค่าการส่งออกลดลง 21.48 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 24.40 โดยไทยมีการส่งออกมะม่วงสด เพิ่มขึ้นร้อยละ 376.35 ส่วนทุเรียนสด ทุเรียนแช่แข็ง มังคุด และมะพร้าวอ่อน ลดลงร้อยละ30.85, 51.56, 90.22 และ 17.35 ตามลำดับ ............ 7) พืชและผัก มูลค่าการส่งออก 25.88 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี2562 มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น 6.74 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 35.21 โดยไทยมีการส่งออกหน่อไม้ฝรั่งเพิ่มมากขึ้นร้อยละ 217.82 ส่วนข้าวโพดอ่อน และมันสำปะหลัง ลดลงร้อยละ 14.24 และ 21.40 .............. 8) ดอกไม้และใบไม้ประดับ มูลค่าการส่งออก 12.33 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2562 มูลค่าการส่งออกลดลง 3.68 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 22.98 โดยไทยมีการส่งออกใบไม้ประดับและกล้วยไม้เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.54 และ 6.88 ตามลำดับ

 
การส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไทยไปยังออสเตรเลีย ไตรมาสที่ 1/2563 ในช่วงเดือนมกราคม - มีนาคม 2563 ไทยส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร มูลค่าทั้งสิ้น 8,890.02 ล้านบาท ซึ่งมีมูลค่าลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2562 มูลค่า 2.58 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 0.03
 
ไตรภพ ซิดนีย์
tripope@hotmail.com

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

บอกต่อ : 52